posted on 16 Dec 2012 23:40 by keaaaa in 3FLICK
De Rouille et d’os (Rust and Bone) / Jacques Audiard / 2012 / B+ - Marion Cotillard เล่นดีมาก เราว่าละเมียดพอ ๆ กับตอน La vie en rose เลย, ต้องชม CG ด้วยที่ทำให้เธอกลายเป็นคนพิการได้แนบเนียนมาก - หนังก็ละเมียดพอ ๆ กัน มันว่าด้วยความสัมพันธ์ของคนสองคน ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเมียดละไมมาก ค่อย ๆ เล่าและให้รายละเอียดทีละน้อย ชอบที่มันมีชั้นเชิงในการถ่ายทอดเรื่องราว ทั้งการใช้มุมกล้องหลบ ๆ ให้เห็นแค่บางอย่าง หรือซีนที่ตัวละครปะทะคารมกันแล้วก็หันไปจับสีหน้าของอีกคนหนึ่งซึ่งเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ หรือการให้ตัวละครมันทำโน่นทำนี่หลังจากที่มันพานพบเหตุการณ์ร้ายแรงมา เราชอบที่หนังมันเล่าอ้อม ๆ ไม่บอกตรง ๆ แต่ว่าความรู้สึกที่ได้ มันซึมลึกยิ่งกว่าการบอกตรง ๆ เสียอีก - เอาง่าย ๆ ก็อย่างฉากเหตุการณ์ปลาวาฬเพชฌฆาต ที่ให้เห็นแค่แวบเดียว แล้วก็ตัดไปภาพใต้น้ำ ตัดมาอีกทีในโรงพยาบาล มันลงตัวไปหมดเลยฮะ - ข้อเสียที่หนังมีก็คือ ใส่ความหวานเยอะไปนิด แต่ละประเด็นในหนังมันโหดร้ายมาก แต่มันถูกเล่าในมุมบวกไปนิดน่ะฮะ เหมือนบิดและฝืนไปหน่อย เราชอบฉากทุบน้ำแข็งมาก มากถึงมากที่สุด แต่พอตัดภาพมาครับ แฮปปี้กัน อ้าว ไอ้เหี้ย ที่มึงทำกูร้าวรานเมื่อกี้นี่คืออะไร กำลังอิน ๆ หนังมันก็ผลักเราออกมาซะงั้น - อย่างไรก็ตาม หนังถ่ายภาพสวยมาก และ Marion Cotillard ก็ควรคู่กับคำชมที่ได้รับด้วยประการทั้งปวง Caesar Must Die / Paolo and Vittorio Taviani / 2012 / B - เห็น Tagline เป็นสารคดี ก็นึกว่าจะเป็นสารคดีแนวล้วงลึกชีวิตนักโทษระหว่างที่มาทำการแสดงบทละครของ เชคสเปียร์ แต่กลายเป็นว่ามันเป็นการแสดงบทละครไปเลย ซึ่งดู ๆ ไปก็เป็นความย้อนแยงที่น่าขบขันดีเหมือนกัน คือเหมือนเรากำลังดูละคร Julius Caesar นะฮะ แต่ว่าทั้งคอสตูมและฉากต่าง ๆ มันอยู่ในบริบทของคุกของเรือนจำ (นึกภาพคุณนั่งดูละครที่ทำการแสดงในลานนักโทษฮะ) ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่เซอร์เรียลมาก ประหลาดมาก - ที่ฮาคือนักโทษแต่ละคนก็ดันแสดงกันแบบสุดฤิทธ์สุดเดช ปล่อยของกันเต็มที่อย่างไม่มียั้ง - แต่เรากลับอินกับสิ่งที่มันเรียลมากกว่า อย่างตอนที่มันเขียนแนะนำประวัตินักโทษ คนนี้โดนข้อหาอะไร คนนี้มีโทษจำคุกกี่ปี ซึ่งไม่ใช่ความผิดของหนัง เราชอบที่หนังเป็น แต่ไม่มากเท่าไหร่ ไม่มากเท่าส่วนเล็ก ๆ ที่หนังมี เท่านั้นเอง Skyfall / Sam Mendes / 2012 / B+ One summer, we came for a visit and discovered the whole place had become infested with rats. They came on a fishing boat and gorged on the coconut. So how do you get rats off an island? My grandmother showed me. You put an oil drum in a pit and hinge open the lid. Then you coat the lid in the coconut. The rats come for the coconut and plink, plink, plink, plink, plink, plink, plink; they fall into the trap. Then what do you do? Throw it in the ocean? Burn it? No. You just leave it. And then one by one… They start eating each other until there are only two left. The two survivors. Then what do you do? Kill them? No. You release them into the trees. But they will not eat coconut anymore. Now they will only eat rat. You have changed their nature. The two survivors, this is what she made us. มัน ก้าวข้ามความเป็น 'หนังบอนด์ที่ดี' ไปสู่ 'หนังที่ดี' ไปแล้ว, Judi Dench นี่มีออร่าทุกฉาก ส่วน Javier Bardem เล่นได้สุดติ่งมาก น่าเสียดายที่ตอนท้ายความเข้มข้นมันไม่แน่นเท่าตอนต้น เลยอ่อนพลังไปเยอะเหมือนกัน แต่โดยรวมก็ยังถือว่าใช้ได้ น่าประทับใจไม่น้อยเลย. Premium Rush / David Koepp / 2012 / C+ - ชื่นชมเลยที่ทำออกมาได้ขนาดนี้จากเนื้อเรื่องที่ไม่มีอะไรเลย คือหนังเรื่องนี้สามารถตัดจบออกมาเป็นหนังสั้นได้เลยฮะถ้าจะว่าไป แต่ที่ต้องชื่นชมก็มีอยู่เท่านั้นแหละ อ้อ มีอีกอย่างคือถ่ายฉากไล่ล่าด้วยจักรยานสวยมาก เนียนมาก ไปดูเบื้องหลังแล้วตกใจเลยว่า อ้าว อันนี้ CG นี่หว่า (ฮา) - ที่แย่ก็คือพล็อตมันนี่ล่ะ ทำไมมันกลวงอย่างนี้ โอเค นี่คือหนังตลาด อย่าสนใจพล็อตมาก แต่ความกลวงของพี่ก็ไม่น่าจะให้ตัวละครมันทำอะไรไร้เหตุผลมากขนาดนี้ - ตัวอย่างความกลวง ก็เช่นการตัดสินใจของตัวละคร ทั้งแฟนพระเอก คู่แข่งพระเอก เจ้านายพระเอก โดยเฉพาะตัวร้าย แล้วยังการแสดงแบบเล่นใหญ่ไปหลายเบอร์ของ Michael Shannon นั่นอีกเล่า เป็นการแสดงที่น่ารำคาญที่สุดครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้ คือในขณะที่ JGL เล่นแบบนิ่ง ๆ กำลังพอดี แต่เหมือนทุกสิ่งอย่างรอบตัวพี่แกนี่ล้นเกินไปหมดเลย - เหมือนหนังพยายามจะโยงและผูกแต่ละส่วนของพล็อตเข้าด้วยกัน เอาคนนี้ไปเกี่ยวกับคนนี้ เอาเหตุการณ์นั้นเชื่อมโยงกับเหตุการณ์โน้น แต่มันผูกได้หละหลวมและสะเปะสะปะมาก เอาแค่เหตุผลในการกระทำของแต่ละคนก็อ่อนแล้ว - เราโอเคในระดับหนึ่ง แต่พอหนังมาถึงจุดที่มี Flash Mob ของจักรยาน เราก็คิดว่าหมดประโยชน์ที่จะหาความดีความงามของหนังอีกต่อไป คือ เอาเลยครับพี่ จะทำอะไรก็เอาเลยครับ 555 Trouble with the Curve / Robert Lorenz / 2012 / B- - Robert Lorenz เคยช่วยงาน Clint Eastwood มาก่อน พอจะทำหนัง ปู่ Eastwood เลยมาเล่นให้ ซึ่งหน้าหนังน่าสนใจมาก แต่พอดูจบแล้วก็เฉย ๆ ฮะ มีไม่กี่อย่างที่ชอบ - Amy Adams เฉิดฉายมาก เจิดจรัสทุกฉาก เด่นที่สุดในเรื่องเลยฮะ - Clint Eastwood ก็เก๋า คือจริง ๆ แกเล่นมาดเหมือนกันอย่างนี้หมดทุกเรื่องแหละ ลองย้อนกลับไปดูเรื่องก่อนหน้านี้อย่าง Gran Torino หรือ Million Dollar Baby ก็บทเดียวกันนี่แหละ เดินออกจากกองเรื่องนี้ไปเล่นเรื่องโน้นต่อได้เลย แต่อย่างที่บอกว่า Eastwood เก๋า มันมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ตัวละครนี้น่าสนใจ ชวนให้เราติดตามได้ แล้วอย่างมุขที่ปล่อยออกมาตอนจบก็ฮาได้ใจ - แต่หนังมันเรียบไปนิด คือโอเค พล็อตธรรมดาไม่แปลกใหม่ไม่ว่ากัน แต่มันควรจะมี Gimmick อะไรให้คนดูหน่อยไหม หนังเรื่องนี้ไม่มีลูกเล่นใด ๆ เลย มันเดินเป็นเส้นตรงตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่ว่าหนังไม่มีจุดพลิกผันหักเห หรือจุดบีบคั้นกระชากอารมณ์นะ แต่เท่าที่มีอยู่ เราว่า Lorenz ยังทำได้ไม่ดีพอน่ะ อย่างปมขัดแย้งระหว่างพ่อ-ลูก ที่เนื้อหามันแรงพอควร แต่มันถูกนำเสนอกันแบบทื่อ ๆ ไปนิด จุดหักมุมที่น่าจะโอ้โหก็เลยอยู่แค่ อ๋อ มันอย่างนี้เองสินะ แล้วก็จบกันไป - บทไม่พอ ตัวละครยังเชยหนักเข้าไปอีก Matthew Lillard นี่บทแบนมาก แล้วหนังก็ดันไปเน้นส่วนนี้ ขยายความสำคัญใหญ่โต แต่มันก็ไม่อินเท่าประเด็นความสัมพันธ์พ่อลูกน่ะ พอดู ๆ เราก็รู้ว่าต่อไปมันจะยังไง เดาออกว่าเดี๋ยวมันจะจบยังไงแบบไหน ซึ่งมันไม่มีเซอร์ไพรซ์ฮะ มันไปทางนั้นจริง ๆ เนื้อเรื่องมันเบาบางมาก จนเสียดายฝีมือนักแสดงอยู่เหมือนกัน Hope Springs / David Frankel / 2012 / B - จากใบปิด จากหนังตัวอย่าง คิดไปว่าเป็นหนังตลกเกี่ยวกับเซ็กส์ แต่ที่จริงแล้วนี่เป็นหนังดราม่าที่เล่าประเด็นชีวิตคู่ได้เข้มข้นเรื่อง หนึ่งเลยทีเดียว - ที่ชอบคือหนังมันเล่นท่ายาก มันไม่แมสเลย ยิ่งช่วงกลาง ๆ นี่หนักมาก มันซัดประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตคู่กันแบบตรง ๆ ชอบที่มันกล้าใส่ไดอะล็อกเรื่องเพศมาแบบเต็ม ๆ แล้วก็ปล่อยให้นักแสดงเล่นยาว ๆ แบบไม่คัตเลยก็มี - Meryl Streep เล่นโอเค, Tommy Lee Jones เล่นดีมาก, แต่ Steve Carell นี่เซอร์ไพรซ์มาก อย่างแรกคือ เขาไม่ตลก และสอง เขาคุมโทนได้ดีมาก คือพอมาอยู่ซีนเดียวกับ Streep และ Jones แล้วลงตัวมาก คือบทนี้เป็นบทเล็ก ๆ ก็จริงฮะ แต่มันค่อนข้างจะสำคัญกับเรื่องมากโขทีเดียว ซึ่ง Carell ก็นั่นแหละ เล่นใช้ได้เลย Argo / Ben Affleck / 2012 / B+ - Ben Affleck เลิกเล่นหนังเถอะ มุ่งเอาดีทางกำกับเลยดีกว่า Argo คือข้อพิสูจน์ว่าผลงานที่ผ่านมาอย่าง Gone Baby Gone และ The Town ไม่ใช่เรื่องฟลุ้คนะ ที่ชอบคือ แทบทุกอย่างในหนังมัน Cliche' มาก แต่มันทำงานอย่างได้ผลกับคนดูฮะ ฉากนั่งรถตู้ฝ่าม็อบนี่เกร็งไปทั้งตัวเลย เจ๋ง. ชัมบาลา / ปัญจพงศ์ คงคาน้อย / 2012 / C+ - ไม่ลงตัวทั้งนั้นเลยแฮะ จังหวะในการเล่า บทสรุปของหนัง พลาดที่สุดตรงการพยายามใส่เหตุผลในการไปทิเบตของตัวละครนี่แหละ เราว่ามันขัด ๆ ยิ่งหนังใช้การตัดสลับกับตอนไปทิเบตก็เหมือนดึงเราออกห่างจากหนังเข้าไปใหญ่ - บทก็แบนอีก คือมันให้ภาพความเป็นคนดีคนเลวโดยใช้กรอบของศีลธรรมมาวัด คนดีก็ต้องดี ๆๆๆ ส่วนคนเลวนี่ก็ต้องเหี้ย กินเหล้าเมายา แล้วแต่ละอย่างมันดูผิดที่ผิดทางไปหมดเลย แรงจูงใจ แรงผลักดันของแต่ละคน เราว่าเราไม่โอเคกับมันว่ะ ถ้าใส่ Drive ของตัวละครมาแบบนี้ สู้ไม่ใส่มาเลยอาจจะดีกว่า - เสียดายตรงประเด็นความขัดแย้งของพี่น้องนี่แหละ คืออนันดากับซันนี่เล่นดีมาก ๆ ฉากที่ต่อยกันนี่ต้องยอมจริง ๆ ถ้า ; หนึ่ง ใส่มิติให้ตัวละครดีกว่านี้ สอง ลำดับเหตุการณ์ให้จังหวะแม่น ๆ กว่านี้ ก็น่าจะโอเคนะ แต่เท่าที่เป็นอยู่แบบนี้ ไปทิเบตก็ไม่ต่างกับไปวัดพระแก้วหรอก (ขอโทษที่ใช้คำแรงนะฮะ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ) Dredd / Pete Travis / 2012 / C+ เอาน่า อย่างน้อย ๆ ก็โอเคกว่าสตอลโลนนิดนึง 555 Sorry / นวพล ธำรงรัตนฤิทธิ์ / 2012 / A จุก, เจ็บ, และจี๊ด. พี่เต๋อแม่งปล่อยหมัดฮุคอีกแล้ว. * คอมพัง กว่าจะอัพกว่าก็ธันวา จะหมดปีแล้ว.
posted on 04 Nov 2012 18:42 by keaaaa in 3FLICK
Ai Wei Wei : Never Sorry / Alison Klayman / 2012 / A+ ดูแล้วนึกถึง This is not a Film ของจาฟาร์ ปานาฮี ในแง่ที่มันพูดถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Ai Wei Wei ขอแนะนำก่อนว่าเขาคือศิลปิน ที่มีงาน Installation Art ที่โดดเด่นและน่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่ง นอกจากนี้เขายังเป็นทั้งสถาปนิก ประติมากร คนผลิตวิดีโออาร์ต บล็อกเกอร์ และแอคทิวิสต์ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิตัวยง หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าถึงความขัดแย้งระหว่างตัว Ai Wei Wei กับทางรัฐบาลจีน ที่เริ่มต้นจากการที่เขาโพสต์รายชื่อเด็กนักเรียนหลายพันคนที่เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวที่จีนในปี 2008 ลงบล็อก อันเนื่องมาจากการก่อสร้างอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานและเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่นของทางรัฐบาลจีน จนทางการจีนต้องสั่งปิดบล็อกดังกล่าวของเขาลง รวมถึงยังมีเหตุการณ์ที่เขาถูกทำร้ายร่างกายโดยนายตำรวจที่บุกมาหาเขาถึงในห้องพักระหว่างกลางดึกคืนหนึ่ง จนนำมาซึ่งการต่อสู้คดีความในภายหลัง หนังมีทั้งฟุตเตจที่ได้จากเหตุการณ์ต่าง ๆ และการสัมภาษณ์ ทั้งตัว Ai Wei Wei เอง และจากผู้คนรอบข้างในชีวิตเขา ซึ่งแม้การตั้งคำถามจะประนีประนอมไปบ้าง เหมือนเลือกนำเสนอให้เห็นแต่ด้านที่ดูดี เป็นด้านที่เค้าจงใจจะเปิดเผย ไม่ค่อยหลากหลาย และไม่ลงลึกในประเด็นดาร์ก ๆ รวมถึงนำเสนอตัวตนของศิลปินออกมาอย่างเบาบาง อธิบายให้เห็นแค่เหตุการณ์ ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร แต่ไม่ค่อยลงลึกถึงวิธีคิดหรือความรู้สึกเบื้องลึกของเขาเท่าไหร่ ตรงนี้เป็นเรื่องน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยสิ่งที่มีอยู่ก็ค่อนข้างจะทรงพลังและเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคที่ประชาชนคนหนึ่งพึงมี อันที่ค่อนข้างแรงก็คือเหตุการณ์ที่สตูดิโอของเขาถูกทางการรื้อถอนทำลายอย่างไม่เหลือซาก ถูกจับกุมตัวกักขังไว้เป็นเวลานาน 81 วัน จนเป็นเหตุให้มวลชนทั่วโลกพร้อมใจกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา กล่าวได้ว่าความดีความชอบของหนังเรื่องนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ฝีมือความสามารถของคนทำ แต่อยู่ที่เรื่องราวที่หนังมีปรากฏให้เห็นบนจอก็ว่าได้ เหตุการณ์ที่ชอบมาก ๆ ก็คือตอนที่ตำรวจนายหนึ่งพยายามตักเตือนให้ Ai Wei Wei ย้ายโต็ะอาหารเข้าไปกินในร้าน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะนั่งลอยชายอยู่ข้างนอกต่อไป ตำรวจนายนั้นจึงนำกล้องมาถ่ายเขากับพรรคพวกไว้ ตากล้องของเขาก็ตอบโต้ด้วยการหยิบกล้องไปจ่อถ่ายตำรวจนายนี้กลับเหมือนกัน ตอบโต้กันอย่างแสบสันต์สุด ๆ แม้จะมีข้อบกพร่องอ่อนด้อยในหลายส่วน แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ก็สมควรได้รับการยกย่อง ด้วยเหตุที่มันได้บันทึกเรื่องราวของคนเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ลุกขึ้นสู้ตอบโต้ ต่อกรกับอำนาจความไม่เป็นธรรมของรัฐอย่างกล้าหาญ จนสมควรยกนิ้วให้ 36 / นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ / 2012 / A+++ ตั้งความหวังเอาไว้สูงมากจากคำบอกเล่าที่ได้ยินมาจากผู้คนรอบข้าง แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ เรารู้สึกว่าพี่เต๋อเก่งมาก แม้จะรู้สึกว่าหนังมันถูกจัดวางออกแบบเป๊ะ ๆ มากไปหน่อย แต่ความเป๊ะของมันก็เป็นความสมบูรณ์แบบ เช่นช็อตที่มันถ่ายฮาร์ดดิสก์แช่ไว้อย่างนั้น หรือถ่ายให้เห็นคนแค่ครึ่งหน้า ฉากแบบนี้มันถูกคิดคำนวณมาอย่างละเอียดถีถ้วน กำหนดไว้ว่าจะเล่าแบบนี้ คนดูจะต้องรู้สึกแบบนี้ ๆ ความเจ๋งของ 36 ก็คือ เรารู้สึกไปตามนั้นจริง ๆ อย่างที่เค้าอยากให้เป็น ดูอย่างบทสนทนาของตัวละครก็ได้ คือพอมันคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราคิดเลยว่า เหี้ย เดี๋ยวมันต้องมีประโยคคม ๆ ออกมาแน่ ๆ หรือพอฉากท้าย ๆ มันต้องปล่อยหมัดฮุคใส่กูแน่ ๆ แล้วพอฉากนั้นมาถึง หรือประโยคนั้นมาถึง มันก็ฮุคจริง แล้วที่เก่งคือ มันเป็นฮุคเอาตาย มันเอาเราอยู่จริง ๆ วงเล็บไว้ด้วยว่าประเด็นที่หนังเล่นมันค่อนข้างจะกระทบเราไม่น้อย คือเราอินกับเรื่องภาพเก่า ๆ ความทรงจำ ดิจิตอล ฯลฯ อะไรพวกนี้ แล้วพอหนังแตะประเด็นพวกนี้เราก็เลยอินมากเป็นพิเศษ อย่างตอนที่อุ้มกับทรายคุยกันเรื่องนกตัวนั้น มันเป็นประโยคง่าย ๆ แต่เราจี๊ด การมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูแสดงให้เห็นถึงความเป็นแมสของหนังเหมือนกันนะ ดูจบแล้วก็คิดว่า เออ 36 นี่โคตรแมสเลยนะ ถึงเปลือกมันจะดูอินดี้ยาก ๆ ก็เถอะ แบบถ่าย 36 ช็อตอะไรแบบนี้ แต่ทั้งเรื่องราว เนื้อหา ประเด็น มันเข้าถึงคนดูได้ง่ายมาก ยิ่งไปกว่านั้น มันโน้มน้าวชักจูงให้คนดูติดตามหนังทั้งเรื่องอย่างได้ผล ถ้านับถึงตอนนี้, 36 คือหนังที่ผมชอบที่สุดในปีนี้ครับ. Wish Us Luck / วรรณแวว, แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ / 2012 / B- ไอเดียดี แล้วผลที่ออกมาก็ค่อนข้างโอเคในระดับหนึ่ง จุดที่ชอบคือการวางตัวเองในหนังของสองพี่น้อง ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างพอดิบพอดี ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป คือพอมันมีจุดที่เริ่มจะน่ารำคาญหนังก็จะหันเหไปนำเสนอเหตุการณ์อื่น หรือพอถึงช่วงสนุก ๆ ก็เทเวลาให้ช่วงนั้นแบบเต็มที่ แต่ต้องยอมรับว่า Wish Us Luck มีหลายจุดที่น่าเบื่อพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงท้ายที่เทไปทางสถานที่ ประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่ไม่ดี แต่ว่ามันค่อนข้างดร็อปจากช่วงแรกอยู่เยอะ ยิ่งช่วงที่นั่งรถไฟยาว ๆ นี่คือเบื่อจนจะหลับเลย ซึ่งอันนีคิดว่าเป็นเฉพาะเรามากกว่า คือรู้สึกว่าพอทั้งคู่เล่นกับผู้คนแล้วมันน่าติดตามกว่าการเล่าเรื่องสถานที่ คงเพราะคนมันดูมีชีวิตชีวากว่ามั้ง เหตุการณ์ที่ทั้งคู่ติดตามสามีภรรยาคู่หนึ่งตอนต้นนี่สนุกมาก อย่างไรก็ดี จุดที่ต้องปรบมือชื่นชมก็คือการที่ทั้งคู่กล้าเลือกฟุตเตจประเภท 'คัดทิ้ง' ติดมาด้วย ทะเลาะกันก็ใส่มา เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในแพลนก็ใส่มา ถ่ายแล้วหน้าตาตัวเองดูแย่ ๆ ก็เอามา หรือการบอกคนดูตรง ๆ เลยว่าอันนี้เป็นการเมคขึ้นมานะ ไม่ใช่ของจริง ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นเขาคงจะตัดออก แต่วรรณแววและแวววรรณใส่เข้ามา เราชอบตรงนี้ Moonrise Kingdom / Wes Anderson / 2012 / A เจ๋ง ! ตอน The Darjeeling Limited ยังมีสิ่งละอันพันละน้อยที่เราไม่ชอบอยู่เยอะ เต็มไปหมด (ยังไม่ได้ดู Fantastic Mr.Fox) แต่ Moonrise Kingdom ถือเป็นงานท็อปฟอร์มของ Wes Anderson เลยก็ว่าได้, สไตล์ของ Anderson ยังจัดจ้านเหมือนเดิมนั่นแหละ อาจจะเยอะมาก ๆ ด้วยซ้ำ แต่เราไม่รู้สึกว่ามันนำหน้าเกินเนื้อหาจนบดบังส่วนอื่นของเรื่อง, ตรงกันข้าม ครั้งนี้มันพอเหมาะพอดี ทั้งเกื้อหนุนและเสริมส่งสอดรับกับเรื่องราวและตัวละครได้เป็นอย่างดี คือด้วยความที่ตัวละครเอกมันเป็นเด็ก ความเซอร์เรียลเก๋ไก๋ของสไตล์การนำเสนอมันก็เลยไปกันได้กับเนื้อหา อีกทั้ง Anderson ก็เล่าเรื่องที่มีได้อย่างเย้ายวนน่าหลงใหล ความเซอร์เรียลของโลกในหนังเป็นอะไรที่เรารู้กันอยู่แล้วว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็หลุดไปอยู่ในโลกอีกใบนั้น หลงใหลมนต์เสน่ห์ในนั้นได้อย่างน่าประหลาด ความจริงแล้วหนังของ Wes Anderson ก็เป็นแบบนี้มาตลอดแหละ ความดีความเลวของมันก็ขึ้นอยู่กับ สไตล์เพี้ยน ๆ ของเขาจะไปด้วยกันได้กับตัวเนื้อหาของเรื่องนั้น ๆ หรือเปล่า, กับ Moonrise Kingdom มันออกมาเวิร์ค ก็เลยทำให้นี่เป็นหนังที่น่ารัก สนุกสนาน แล้วยังดึงคนดูให้เห็นประเด็นระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ได้แบบเต็ม ๆ อีกด้วย End Credit เป็นอีกเรื่องที่ดึงให้เรานั่งอยู่กับมันได้จนจบ. Jesus Henry Christ / Dennis Lee / 2012 / C ส่วนอันนี้คือสไตล์คล้าย Wes Anderson แต่ทำได้ไม่ถึง, Jesus Henry Christ มีของดีอยู่ในตัว แต่ความที่ยังไม่เจนจัดด้านงานกำกับก็ทำให้ Dennis Lee พาหนังไปได้ไม่ถึงที่ต้องการสักเท่าไหร่ หนังมีทั้งประเด็นคนชายขอบ, เด็กอัจฉริยะ, การไม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น, ความสัมพันธ์อันแหว่งวิ่นของครอบครัว, ซึ่งหนังก็เล่นกับสิ่งเหล่านี้แหละ เพียงแต่มันออกมาบางเบา และแตะเพียงผิวเผินเท่านั้น อย่างการปูพื้นเรื่องการตายของคนในครอบครัวในตอนต้นเพื่อบอกปมในใจของคนเป็นแม่นี่ก็เหมือนตั้งใจทำให้ตลก เป็นตลกเสียดสีแบบขันขื่นน่ะ แต่เรากลับไม่รู้สึกอย่างนั้นสักเท่าไหร่เลย คือเห็นเลยว่าไอเดียมันตลกนะ แต่ภาพที่ออกมามันไม่ตลกว่ะ ซึ่งอีกหลายฉากหลายตอนก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน แล้วพอตอนท้าย ๆ ที่ตัวละครตัวหนึ่งตาย หรือว่าการที่จู่ ๆ หนังก็ปรับโทนมาดราม่าอย่างกะทันหัน ก็ส่งผลต่ออารมณ์ไม่น้อยเหมือนกัน คือไม่อิน เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นดราม่าใด ๆ มาก่อนเลย จะบอกว่ามันเป็นหนังตลกร้ายก็ได้ ทว่ามันเป็นหนังที่ยังขาดไร้ชั้นเชิงลูกเล่นในการยั่วล้อกับคนดูอยู่ไม่น้อย ส่งผลให้ประเด็นใด ๆ ที่แฝงฝังอยู่มันไม่แรงเท่าที่ควร รึจะเอาอย่างพื้นฐานที่สุดก็คือ แม้แต่ความบันเทิงหรือความน่าติดตาม Jesus Henry Christ ก็ยังทำได้ไม่เต็มที่สักเท่าไหร่เลย แต่ Samantha Weinstein นี่เล่นได้โดดเด่นมาก อยากรู้จักว่าเธอเป็นอะไรกับ Harvey กับ Bob Weinstein Cosmopolis / David Cronenberg / 2012 / WTF !!!WTF Film of the Year !!! ดูจบแล้วถึงกับอุทาน 'เหี้ยอะไรเนี่ย' หนังจัดเต็มแบบไม่ประนีประนอมคนดูเลย เรามีปัญหาตั้งแต่กับบทสนทนาในเรื่องเลย ความที่มันค่อนข้างกว้างและนานไป คือแบบ มึงจะคุยอะไรกันนักหนาเนี่ย แล้ววิธีการคุยของมันก็เหมือนเอาคนสองฝั่งอุดมคติมาซัดกันน่ะ ฉันคิดอย่างนี้ ๆ คนนี้คิดอย่างนี้ ๆ พ่นไฟใส่กันตลอดเวลา อีกอย่าง เรามีปัญหาคือการกระทำของตัวละครแต่ละตัว ที่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งประหลาดและหาเหตุผลใด ๆ มารองรับไม่ได้ (เช่น อยู่ดี ๆ ก็เอาปืนยิงคอหอยคนอื่น, เอาปืนยิงมือตัวเอง) ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่เข้าใจตัวละครแล้ว ยังเป็นการผลักเราออกมาจากหนังอีกด้วย ไม่เคยอ่านนิยายของ Don Delillo แต่เข้าใจว่าการกระทำนั้นอาจจะเป็นไปเพื่อขยายประเด็นสิ่งที่มันพูดคุยมาก่อนหน้าก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ตัดความสมเหตุสมผลของมันออกไปได้ เพราะสิ่งที่มันทำก็แค่แสดงบางประเด็นให้เราเห็นเป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง ซึ่งก็คงไม่เสียหายอะไรถ้ามันทำออกมาน่าติดตาม น่าค้นหา แต่ตรงกันข้าม เรากลับคิดตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่มึงจะจบเสียที งานชิ้นนี้ของ Cronenberg ทำได้ถึงแค่ความเข้มข้นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นความบันเทิงแต่อย่างใด Looper / Rian Johnson / 2012 / B+ เฮ้ย สนุกมาก ๆ เลย ความดีงามของมันเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็คือ - มันไม่ยอมเดินตามลูปของกรอบหนังย้อนเวลา ประเภทว่าคนที่ย้อนเวลากลับมาจะเป็นส่วนหนึ่งของอดีตไปด้วย หรืออนาคตที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว พยายามแก้อดีตยังไงก็เปลี่ยนอนาคตไม่ได้ (ลองนึกถึง Twelve Monkeys หรือ The Terminator) แต่ Looper มันพร้อมที่จะเปลี่ยนอนาคตได้เสมอ ตามการตัดสินใจของตัวละคร ทำให้มันมีไอเดียที่จะเล่นกับตรงนี้ได้อีกเยอะ - แม้ Joseph Gordon-Levitt คิ้วจะหนาไปหน่อย แต่การเลือกให้โจหนุ่มกับโจแก่ใช้ตัวแสดงคนละคนกัน แทนที่จะใช้เมคอัพ JGL ให้แกขึ้น หรือแต่ง Bruce Willis ให้เด็กลง ก็เป็นผลดีในทางหนึ่ง เพราะความรู้สึกที่ได้ก็คือเหมือนทั้งคู่เป็นคนละคนกันจริง ๆ ส่งผลให้ฉากที่สองคนนี้คุยกันได้อารมณ์มากขึ้นไปอีก - ความดีเด่นประการสำคัญก็คือ มันดันทำออกมาสนุกด้วย ทั้งที่ไอเดียของมันค่อนข้างยากในการเล่าอยู่ไม่น้อย ซึ่งต้องชมชั้นเชิงการกำกับและลำดับภาพที่เล่าเรื่องคล้ายการปอกเปลือกหัวหอม ค่อย ๆ ตะล่อมให้รายละเอียดคนดูทีละน้อย และจุดคำถามและทิ้งปริศนาให้ชวนติดตามไปได้ตลอดเรื่อง - ตอนจบที่อาจจะมองว่าง่ายดายเกินไป แต่ในอีกแง่มันก็ช็อคคนดูอย่างได้ผลเหมือนกัน ก็เหมือนกับหนังทั้งเรื่อง คือถ้าเอาสมการในหนังมานั่งคิดอีกทีก็จะเห็นว่ามันมีรูโหว่และจุดบกพร่องในหลายส่วนก็จริง แต่หนังก็หาทางออก หาที่ทางให้กับตัวเองได้อย่างน่าพอใจ Taken 2 / Olivier Megaton / 2012 / C+ ไม่ได้ตั้งความหวังอะไร ผลที่ออกมาก็สนุกดี อย่างน้อยก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนตอนที่ Megaton ทำ Colombiana หรือ Transporter 3 คือสองเรื่องนั้นนี่บอกตรง ๆ ว่าน่าเบื่ออย่างจริงจัง แล้วอีกอย่างคือหนังมันสั้นด้วย ยังไม่ทันจะเบื่อก็จบแล้ว (อันนี้ไม่ได้ด่านะ 555) Stolen / Simon West / 2012 / F อันนี้เหี้ยเลย, โชคดีที่ไม่ได้ดูในโรง เมื่อฉีกโปรดให้ขาดออกจากกัน / ไท ประดิษฐเกษร / 2012 / C * ผมสัมภาษณ์คุณ Xundae บล็อกเกอร์อีกคนของเอ็กซ์ทีน อ่านได้ที่นี่ครับ http://thelastquestion.exteen.com/20121014/through-mind-s-eyes
posted on 14 Oct 2012 16:35 by keaaaa in 4SERIES
- The Nation sees a hero, She sees a threat. - Homeland เป็นซีรีส์ขนาดสั้นที่มีความยาวพอสมควร (งงไหม คือมันมีไม่กี่ Episode แต่ว่าแต่ละตอนมันจะยาวกว่าปกติทั่วไป) เป็นผลงานของ Howard Gordon และ Alex Gansa ที่เคยทำ 24 จนโด่งดังเมื่อทศวรรษก่อน แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากบู๊ดุเดือด แอ็กชั่นสุดมันแบบ 24 อยู่ใน Homeland เชียว เพราะถึงหลายอย่างจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่ผิดแผกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง - เนื้อหาของ Homeland ก็ว่าด้วย Sgt. Nicholas Brody นายทหารที่ถูกควบคุมตัวโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายในตะวันออกกลางอยู่นานถึงแปดปี ก่อนจะถูกทหารอเมริกันพบในระหว่างปฏิบัติการ แน่นอนว่านายโบรดี้ก็กลับบ้านในฐานะอเมริกันฮีโร่อย่างไม่ต้องสงสัย มีมวลชนให้การต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง มีสื่อมาทำข่าว - เหมือนจะดูดี แต่นางเอกของเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอที่ชื่อ Carrie Mathieson ได้ข่าวจากสายแถบตะวันออกกลางมาว่า มีทหารอเมริกันคนหนึ่งเนี่ย ได้ has been turned ซึ่งเราก็ไม่เก่งเรื่องการเลือกใช้คำไทยมาแปลความหมายนะ ก็ไม่แน่ใจ แต่ประมาณว่า ได้ถูกทำให้เปลี่ยนข้างไปแล้ว แปรพักตร์ไปแล้ว ประมาณนั้น (ใครมีคำไทยที่เหมาะสมกว่านี้ก็บอกกันด้วยนะ) - ซึ่งก็แน่ละ Carrie ก็เลยปักใจเชื่อว่าทหารอเมริกันรายที่ว่าน่ะ ก็คือคุณ Brody นี่เอง เธอก็เลยพยายามจะพิสูจน์ให้รู้ให้ได้ ทั้งการติดกล้องในที่พักอาศัย ติดเครื่องดักฟัง ตามสะกดรอย - ถึงแม้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการก่อการร้ายเหมือนกับ 24 แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีฉากการไล่ล่าตื่นเต้นเร้าใจแบบนั้น สไตล์ของเรื่องนี้ จะเป็นไปในลักษณะสมจริงสมจัง ตึงเครียด ตัวละครแต่ละตัวมันฉลาดมาก ชิงไหวชิงพริบกันอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ ถ้า 24 เป็นงานฝั่งบู๊ Homeland ก็คือฝั่งบุ๋น - กอปรกับลีลาการเล่าเรื่องที่เป็นไปอย่างเนิบช้า ไม่เร่งรีบ ค่อย ๆ เล่าทีละส่วนอย่างใช้เวลา ให้รายละเอียด มีการวิเคราะห์ข้อมูล การสอบปากคำ ไต่สวนตรวจสอบ ซึ่งใครฟังก็คงคิดว่า แม่งไม่สนุกแน่ ๆ เลย แต่เปล่าครับ มันสนุกมาก มันจะไม่มีอารมณ์ลุ้น ถูกกระตุ้นเร่งเร้า แต่มันจะค่อย ๆ กดดัน บีบหัวใจคนดูแทน อย่างฉากงานภาคสนามที่จะต้องติดตามผู้ก่อการร้าย มันก็จะไม่ขับแซงซ้ายปาดขวา ไล่ล่ากันไปมา มันจะขับปกติเนี่ยแหละ ไอ้เจ้าหน้าที่คันหลังก็ลุ้นว่าจะจับได้ไหม มันจะรู้ตัวก่อนไหม ไอ้ผู้ก่อการร้ายคันหน้าก็เครียด จะชิ่งหนียังไง จะหลบหลีกยังไง ส่วนใหญ่จะเป็นซีนเรียบ ๆ เงียบ ๆ แต่สร้างความกดดันได้มหาศาล - แล้วตัวละคร ถึงจะเก่ง แต่มันก็ไม่ได้เก่งมาก มันก็จะมีข้อบกพร่องกันอยู่ ซึ่งมันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งเลยฮะที่มีผลต่ออารมณ์คนดูมาก กับเรื่องอื่น ระหว่างที่ดูเราก็จะเห็นเลยว่าเดี๋ยวมันก็จบสวย แฮปปี้เอนดิ้งน่า แต่กับเรื่องนี้ เราจะไปคิดแบบว่า เออ มันอาจจะตายก็ได้นะ ไอ้ระเบิดลูกนั้นมันอาจจะกู้ไม่ทันก็ได้ จะลุ้นแบบนี้ตลอด - นอกเหนือจากนั้น มันยังสโคปไปที่ชีวิตส่วนตัวของตัวละครด้วย ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าเป็นชีวิตบัดซบมาก เหี้ยมาก เมียทิ้ง เมียนอกใจ ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ทะเลาะกับลูก ฉากที่เราว่าโคตรจะดีเลยก็คือเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เมียเพิ่งจะทิ้งไป แต่ก็ไม่มีเวลามาจัดการปัญหาตรงนี้ เพราะต้องรับผิดชอบงานปัญหาของประเทศชาติ พอเจ้านายมาถามว่า เฮ้ย ครอบครัวเป็นไงบ้าง ไอ้หมอนี่ก็ตอบ อ๋อ ก็สบายดี แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป แล้วกล้องมันก็ถ่ายหน้าเขาแช่ไว้อย่างนั้น- อีกอย่างที่โคตรดีก็คือการแสดง อย่าง Damien Lewis, Mandy Patankin และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนางเอก Claire Danes เล่นดีมาก เอาแค่การทำโทรมเพื่อบทนี่ก็ได้ใจแล้ว (แล้วหน้าเธอก็โทรมจริง ๆ นะ ยิ่งตอนโวยวายนี่ไม่เหลือเค้าความสวยเลย สีหน้าได้มาก) - ก็จัดเป็นซีรีส์อีกเรื่องที่แนะนำฮะ ตอนนี้ผมเริ่มดูซีซั่น 2 แล้ว เนื้อหาเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เลยฮะ .
posted on 02 Oct 2012 22:13 by keaaaa in 3FLICK
ปาดังเบซาร์ / ต้องปอง จันทรางกูร / 2012 / C+ ประเด็นเรื่องความตายในหนังมันรุนแรง ค่อนข้างจะกระทบจิตใจในระดับหนึ่ง จุดที่ต้องชื่นชมก็คือการกำกับที่คุมโทนคุมอารมณ์ได้ดี และการแสดงของสองบทนำ สายป่านนั้นไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะเคยเห็นบทลักษณะคล้ายแบบนี้มาบ้าง ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ทำได้ดี แต่ที่ดีเกินคาดคือจักจั่นที่เล่นค่อนข้างน้อย แต่สามารถส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกมาได้มาก ได้ดี คือกลืนไปกับบทจนไม่รู้สึกว่าเป็นการแสดง ล้างภาพชินตาที่เคยเห็นในละครได้สนิทเลย แต่ที่น่าเสียดายก็คือองค์ประกอบแต่ละอย่างที่ดูดี เมื่อนำมาบวกรวมกันแล้วก็ต้องบอกว่าตัวหนังยังขาดเกินอยู่หลายส่วน อย่างการตัดสลับในบางฉากที่ค่อนข้างจะออกมารกรุงรังมากกว่าที่จะเกื้อหนุนอารมณ์คนดู หรือการคลี่คลายปมความบาดหมางระหว่างพี่น้องที่หลังจากซัดกันมาหนักหนาสาหัสมากในตอนต้น บทสรุปที่หนังมีกลับออกมาบางเบา จนไม่มีผลต่ออารมณ์คนดูแต่อย่างใด แบบว่า อ้าว นี่มึงคืนดีกันแล้วเหรอ เมื่อกี้มึงยังโกรธกันอยู่เลยนะ บางประเด็นที่หนังจุดไว้ ให้ความสำคัญในตอนต้น ก็ทิ้งมันไปดื้อ ๆ ตอนท้าย โดยไม่สานต่อ อย่างเรื่องเลสเบี้ยน หรือเรื่องพ่อ หรืออย่างบทคนขับรถที่เล่นโดยต่อพงศ์ กุลอ่อน ตลกก็จริงอยู่ มุขที่ปล่อยมาก็ฮาไม่น้อย แต่พอวางในหนังแล้วก็ดูประดักประเดิดไปนิด ที่ทำร้ายเป็นอย่างยิ่งก็คือ ฉากที่หนังกำลังบีบคั้นคนดูอยู่ดี ๆ พี่คนนี้ก็โผล่มาฮา ดึงเราออกจากหนังไปซะอย่างนั้น ความลักลั่นใด ๆ เหล่านี้ล่ะที่ทำให้ ปาดังเบซาร์ เป็นแค่หนังที่ดี แต่ก็ยังไม่ดีมาก และแน่นอน มันยังอีกห่างไกลจากคำว่า ดีที่สุด The Intouchables / Olivier Nakache, Eric Toledano / 2011 / A มันเป็นหนังที่เดินตามสูตร ตามขนบพอสมควร แต่ Intouchables ก็มีลูกเล่น มีลีลาที่ยั่วล้อกับขนบเหล่านั้นไปในที นอกจากเคมีระหว่างนักแสดงทั้งสองที่เล่นเข้าขากัน (ซึ่งไม่น่าเชื่อฮะ คือสองคนนี้แคแร็กเตอร์มันชัด มันมาเต็มมาก ๆ แต่พออยู่ร่วมกันบนจอแล้วดูดีทีเดียว เกื้อหนุนกัน ไม่แย่งซีนกัน) เราชอบโทนของหนังที่ดำเนินไปในทางราบเรียบ ไม่พยายามเน้นอัด หรือบีบคั้นอารมณ์คนดู แต่ปล่อยให้นั่งซึมซับไปกับเรื่องราวตรงหน้าอย่างช้า ๆ สัมผัสถึงความสนุก รื่นรมย์ และมันทำให้เราอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง ตลอดเวลาการรับชม ที่สำคัญคือ มันเล่นกับประเด็นความพิการ มุขตลกที่มันใช้ก็ค่อนข้างจะ 'เล่นแรง' แต่มันกลับดูเหมือนไม่แรงฮะ คือดูมีระดับ มีคลาส ตลกโดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นการดูถูกหรือเหยียดหยามแต่อย่างใด อันนี้น่าชื่นชมมาก * ทั้งเดือน ดูหนังใหม่แค่นี้แหละ ที่เหลือเป็นซีรีส์ฮะ :)
posted on 30 Sep 2012 17:47 by keaaaa in 4SERIES
- Person of Interest เป็นซีรีส์ที่มีชื่อของ Jonathan Nolan (น้องชายของ Christopher Nolan ที่มันสมองพอ ๆ กับพี่ชาย) และ J.J. Abrams (คนทำ Lost, Fringe, Alias) เพียงแค่สองชื่อนี้ก็มีความน่าดู น่าสนใจในตัวมันเองแล้ว - ซีรีส์เรื่องนี้ว่าด้วย Finch มหาเศรษฐีอัจฉริยะคอมพิวเตอร์ที่ไปสร้างโครงการ 'เดอะ แมชชีน' ให้กับทางรัฐบาล เดอะแมชชีนนี่ก็คือเครื่องมือเฝ้าระวังเหตุการณ์ก่อการร้าย ทำนายเหตุการณ์และหาทางป้องกันก่อนที่มันจะเกิดขึ้น โดยมันนำข้อมูลทั้งกล้องวงจรปิด, กล้องจราจร, บันทึกโทรศัพท์, ฯลฯ มาวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงว่ามันมีผลต่อความมั่นคงของชาติไหม - แต่ไอ้เจ้าแมชชีนนี่ก็มองเห็นทุกอย่าง รวมถึงอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั่วไปด้วย ทั้งโจรปล้น, ฆาตกรรม, การฉ้อฉลระหว่างองค์กรยาเสพติด อะไรเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สนใจ ดังนั้น พี่ฟินช์ก็เลยหยิบเคสเหล่านี้มาทำเอง- มาทำเองที่ว่าก็คือ หาอุปกรณ์มาใช้ หาคนมาช่วย อย่าง Reese พี่พระเอกที่เป็นอดีตสายลับมือฉมัง, Carter ตำรวจหญิงที่คอยให้การช่วยเหลืออย่างลับ ๆ, แล้วก็ Fusco ตำรวจคอร์รัปชั่นที่กลับใจมาช่วยงานนี้ - ความสนุกของมันก็อยู่ตรงนี้แหละ คือมันเป็นภารกิจที่ไม่ได้มีหน่วยงานใดหนุนหลัง ไอ้แมชชีนนี่ก็จะส่งมาแค่หมายเลขประกันสังคม จากนั้นพวกเขาก็ต้องไปสืบ ไปแกะรอย ช่วยเหลือเหยื่อกันเอาเอง- ฟังดูเหมือนออกไปทางแฟนตาซี ประเภททำนายอนาคตอะไรแบบนั้น แต่ไม่ฮะ เพราะเรื่องนี้ทำในส่วนข้อมูลและรายละเอียดออกมาค่อนข้างจะน่าเชื่อถือพอสมควร แล้วตัวละครก็ค่อนข้างจะฉลาด มีไหวพริบ เหมือนเป็น CSI เลย แต่เป็นภาคบู๊ ภาคแอ็กชั่น- ความสนุกอีกอย่างก็คือตัวละครแต่ละตัว อย่าง Jim Caviezel ก็เท่ มีอารมณ์ขัน ออกไปทางกวนตีน รับส่งกับ Michael Emerson ได้สนุก, ตัวละครที่เราชอบสุดคือ Fusco ที่เล่นโดย Kevin Chapman เราชอบความลักลั่นทางศีลธรรมของบทนี้ เป็นตำรวจคอร์รัปชั่นที่มักจะข้ามเส้นแบ่งความดีเลวสลับไปมาอยู่ตลอด แล้ว Chapman ก็เล่นได้ลึกพอสมควร ทั้งที่บทไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เท่าไหร่นัก - แต่ความไม่สนุกของมันก็มี อย่างแรก มันเป็นซีรีส์ที่มีเนื้อหาจบในตอน ซึ่งคงต้องให้เวลามันสักหน่อยกว่าที่เส้นเรื่องหลักมันจะปรากฏออกมา แล้วพอเส้นเรื่องมันปรากฏขึ้น ผมก็คิดว่ามันยังไม่เข้มข้นเท่าไหร่ ในหลายส่วนก็คลี่คลายปมง่ายดายไปนิด - ประเด็นที่ชอบก็คือมันเล่นกับความเป็นคนอยู่บ่อยครั้ง คือตัวละครในเรื่องมันจะไม่ใช่แคแร็คเตอร์แบบ ขาว-ดำ-เทา น่ะฮะ แต่มันจะเล่นแบบสลับสีกันไปมา ผู้ร้ายบางคนก็ทำดี เสร็จแล้วก็ออกไปปล้น คนที่บุคลิกดีบางคนก็ฉ้อฉลคดโกงสะบั้น- มีไดอะล็อกอันหนึ่งที่ชอบมาก "maybe there are no good people. Maybe there are only good decisions." เป็นคำพูดที่ดีมาก - โดยรวมก็สนุกดีฮะ พอดูได้ แล้วซีซั่นแรกก็ทิ้งท้ายได้น่าติดตามดีเหมือนกัน ตอนนี้ซีซั่นสองมาแล้วฮะ แนะนำฮะ.
.
VIDEO