Short Comment 3 ; May 2012

posted on 19 May 2012 11:03 by keaaaa  in 3FLICK
 
This is not a Film / Mojtaba Mirtahmasb, Jafar Panahi / 2011 / A must see !
 
จาฟาร์ ปานาฮี คนทำหนังชาวอิหร่าน ถูกทางการอิหร่านกักขังบริเวณอยู่ในเคหสถานอันจำกัด ได้รับคำสั่งศาลห้ามทำหนังโดยเด็ดขาด ฉะนั้น This is not a Film ไม่ใช่หนัง ทว่ามันคือภาพเคลื่อนไหวความยาว 74 นาที ที่เขาถ่ายชีวิตตนเองระหว่างที่ถูกกักขังนั้น ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ภาพกิจวัตรประจำวัน ตอนคุยโทรศัพท์ กินข้าว ให้อาหารกิ้งก่าที่เลี้ยงไว้ คุยกับเด็กเก็บขยะ ฯลฯ
 
This is not a Film ฉายในงานคานส์เมื่อปีที่ผ่านมา สร้างกระแสได้เป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดการถกเถียงมากมายถึงประเด็นการริดรอนสิทธิ จำกัดอิสรภาพ และปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ผู้หนึ่ง
 
นี่คือหนังที่ต้องดู, และควรดูเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่มันได้บอกกับเรากลาย ๆ ว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นไร้ขีดจำกัด ต่อให้ถูกปิดกั้น ทำร้ายเพียงใดก็ตาม จาฟาร์ ปานาฮี ยังคงทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและรักต่อไป แม้ว่าจะตกอยู่ในข้อจำกัดที่บีบรัดก็ตาม
 
คงเป็นเรื่องยากสำหรับบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะได้ดู This is not a Film เพราะจะว่าไป แม้เปลือกอาจจะดูดี แต่เอาเข้าจริง สิ่งที่อยู่ภายในก็อาจไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรนัก เพราะ เชคสเปียร์ก็คงไม่เข้าใจว่า ความตายของเขามันส่งผลกระทบถึงความมั่นคงของชาติอย่างไร
 
อย่างไรก็ตาม, แม้ไม่ใช่ในโรงภาพยนตร์ แต่ท่านก็สามารถหาดูได้ใกล้บ้านท่านนั่นแหละ.
 
 
 
 
The Grey / Joe Carnahan / 2012 / C+
 
ไม่เกี่ยวกับ Joe Carnahan นะ คือดูเรื่องนี้เพราะลุง Liam Neeson เลย (ซึ่งก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เลือกดูจากชื่อดารา, ไม่ใช่ผู้กำกับ) แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไปคาดหวังมากเกินไปหรือเปล่า รู้สึกว่าหนังมันค่อนข้างจะธรรมดา เรียบเรื่อยไม่ได้กดดันอะไร กลายเป็นว่าสภาพอากาศหนาวยะเยือกในเรื่องยังจะน่ากลัวกว่าฝูงหมาป่าเสียอีก อีกทั้งตัวละครก็ไม่ได้ชวนผูกพัน บางคนออกมาไม่กี่นาทีก็ตายเสียแล้ว เรียกว่าล้มเหลวมากในการสร้างแคแร็คเตอร์ไม่ว่าจะตัวแอกตัวรอง แฟล็ชแบล็กเรื่องพ่อเรื่องเมียพระเอกก็ออกมาแกน ๆ ใส่ไม่เต็มที่จนพูดได้ว่ามันไม่มีผล (และมันอาจไม่จำเป็นเลยด้วย)

เราว่าสิ่งที่หนังทำได้ดีคือการสร้างบรรยากาศอันน่าสะพรึงมากกว่า แม้ว่าบางมุขจะซ้ำแต่เห็นได้ว่าก็ยังคงได้ผลอยู่ และนอกจากนี้เรายังชอบตอนจบแบบปลายเปิดอีกด้วย (ถึงแม้คนรอบข้างเราจะด่ากันขรมก็เถอะ)



 
 
Chronicle / Josh Trank / 2012 / C+
 
บอกตามตรงว่าเราไม่ชอบหนังประเภท Found Footage เลย ดูกี่ครั้งก็รำคาญและอึดอัด ซึ่งกับ Chronicle ก็มิใช่ข้อยกเว้น ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นี่คือหนังที่ตีแสกหน้าอย่างรุนแรงต่อหนังซูเปอร์ฮีโร่เพ้อฝันที่มีอยู่เกลื่อนตลาดฮอลลีวู้ด ณ ปัจจุบัน ด้วยภาพหม่นซึม ตัวละครเก็บกด วัยรุ่นหัวขบถ ไอ้ขี้แพ้ และพล็อตที่เผยด้านมืดออกมาตรง ๆ
 
ในแง่หนึ่งมันก็เป็นหนัง coming-of-age เหมือนกันนะ แต่เป็นเหมือนหลืบ เป็นแง่มุมด้านมืดที่หนังก้าวข้ามพ้นวัยเรื่องอื่นไม่ได้แสดงให้เห็น ไอ้บทแอนดรูว์นี่มันก็คือปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ดี ๆ นี่เอง ทว่าเป็นปีเตอร์ที่กราดเกรี้ยวและสับสนรุนแรง ซึ่งทำให้หนังพาตัวเองไปได้ไกลมาก ไกลกว่าหนัง Found Footage ไกลกว่าหนังฮีโร่ ไกลกว่าหนังก้าวข้ามพ้นวัยอื่น ๆ
 
ที่เราไม่ชอบคือความจงใจใช้กล้องของหนังจนชวนรำคาญ (โดยเฉพาะตัวละครหญิงคนหนึ่งที่ค่อนข้างจะจงใจเกินไปหน่อย) หรือว่าตัวละครแต่ละตัวที่แบนราบจนไร้มิติ ไม่มีสีสันหรือลูกเล่นใดในเรื่องนี้ แต่ละคนเหมือนเป็น pattern ตายตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็น Found Footage ของมัน ที่ไม่ได้ชวนให้สนุกหรือลุ้นระทึกไปด้วยเลย
 
นี่คือหนังอีกเรื่องที่ความเห็นของเราเป็นไปในทางผิดแผกแตกต่างกับชาวบ้านแทบจะโดยสิ้นเชิงก็ว่าได้
 
 
 
 
Haywire / Steven Soderbergh / 2012 / B-
 
เฮ้ยนี่มันโซเดอร์เบิร์กอ่ะ ลายเซ็นชัดมาก คือตอนเห็นตัวอย่างครั้งแรกก็แบบ พี่แกจะแอ็คชั่นในแบบตามกระแสรึเปล่าวะ แต่พอดูก็ไม่ เพราะ Haywire มันออกมาโคตรจะโซเดอร์เบิร์กเลย ทั้งมุมกล้องแบบแอบซ่อน ย้อมสี แถมบางฉากก็ทำเป็นขาวดำซะงั้น เรารู้สึกว่า Haywire คือการทดลองของโซเดอร์เบิร์กนั่นแหละ เพียงแต่คราวนี้มาทดลองกับหน้าหนังตลาด ลองใส่โน่นใส่นี่ดูว่ามันจะเวิร์กไหม ซึ่งบางอันก็ใช่บ้างก็ไม่ แต่ก็นั่นแหละ แป็บเดียวก็จบแล้ว ก็เลยไม่ได้รู้สึกเบื่ออะไร

อย่างไรก็ตาม เราว่า Gina Carano ตายสนิท คือขนาดเจอ Michael Fassbender หรือ Ewan Mcgregor ยังไม่รอด พอมาเจอเขี้ยวลากดินพวก Michael Douglas หรือ Bill Paxton นี่ไม่ต้องพูดถึง ตายสนิท (ยังดีที่ลีลาบู๊นี่ดูเพลินมาก พอทำเนาได้)
 
 
 
 
Life in a Day / Kevin Macdonald, Natalia Andreadis / 2011 / B-

รวมภาพในวันหนึ่งวันของหลากหลายผู้คนบนโลก (มีไทยด้วย) ซึ่งภาพที่ว่าก็มีทั้งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว ตื่นนอน แปรงฟัน สวดมนต์ กินข้าว แต่งงาน งานศพ เดิน วิ่ง เยอะแยะมากมาย (เยอะจริง ๆ)

สำหรับเราก็ดูสนุกแค่ในช่วงต้นเท่านั้น เพราะต้องยอมรับว่างานคอนเซ็ปต์ชวลแบบนี้ฟังดูดีเมื่อเป็นไอเดีย แต่เมื่อพอมันเป็นรูปร่างแล้วก็ใช่ว่าจะดีและสนุกเสมอไป ดูไปก็มีง่วงมีหาวอยู่เหมือนกัน

แต่ก็ต้องยกย่องความคิดและความอดทนของคนทำเหมือนกัน อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถแสดงให้เห็นภาพชีวิตอันหลายหลากของผู้คนบนโลก สภาพความเป็นอยู่อันแออัดของชุมชน ทิวทัศน์กว้างไกล วัฒนธรรมประเพณี วันที่ดีของบางคนอาจเป็นวันเดียวกับวันที่เลวร้ายที่สุดของใครบางคน วันธรรมดาวันหนึ่งอาจเป็นวันสำคัญของใครอีกคนหนึ่งก็ได้ ซึ่งการต้องคัดเลือกฟุตเตจนับพันที่ถูกส่งมาจากทางบ้านก็นับว่าโหดหินสุด ๆ


จนสุดท้ายเราก็ต้องยกนิ้วให้อยู่ดีนั่นล่ะนะ

 
 
 
The Avengers / Joss Whedon / 2012 /  B+
 
ดูกับเพื่อน สนุกมาก เราคิดว่าถ้าเป็น Joss Whedon มันก็น่าจะสนุกอยู่แล้ว แต่ที่เหนือความคาดหมายคือมันตลกด้วย แต่ละมุขยิงกันได้แม่นมาก ส่วนที่เราชอบมากคือการที่หนังเลือกที่จะให้ตัวละครสำคัญตัวหนึ่งตาย ซึ่งทำให้เรื่องมันมีน้ำหนัก คือหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบนี้มันไม่ได้กดดันอะไรมากอยู่แล้วล่ะ ยิ่งมีตัวร้ายที่อ่อนด้อยแบบเรื่องนี้ก็เลยทำให้มันเบาขึ้นไปอีก เหมือนแต่ละคนมาพักร้อนกันมากกว่าจะมาช่วยเหลือโลก

ความตายดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกับบทและตัวละครเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงคนดู เป็นการดึงคนดูให้มีส่วนมีอารมณ์ร่วมกับหนังไปในตัว เพราะเอาเข้าจริงห่ากระสุนและระเบิดก็ให้ผลลัพธ์แค่เพียงตื่นตาเท่านั้น ไม่เท่ากับอารมณ์ของคนดูที่ผูกพันกับชีวิตของตัวละครจนส่งผลกระทบใจ เราว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ Avengers ออกมาดูสนุก จนพร้อมที่จะลืมความไม่สมเหตุสมผลของมันไปได้อย่างสนิทใจ  (และนี่คือสิ่งที่ Michael Bay ไม่สามารถทำได้กับ Transformers แม่แต่น้อย)


และ Joss Whedon ยังทำให้เห็นว่า เขานั้นเจ๋งกว่า Joe Johnston และ Louis Laterrier เพียงใด ด้วยการทำให้ตัวละครในมือของเขาออกมาน่าสนใจเป็นเท่าทวีคูณกว่าที่สองคนนั้นทำ


ที่สำคัญ คือมันสนุกกว่า
 
 
 
 
Headshot ฝนตกขึ้นฟ้า / เป็นเอก รัตนเรือง / 2011 / B-
 
นี่คงเป็นหนังที่ดูง่ายที่สุดของผู้กำกับเขาแล้วนะ แต่กลับรู้สึกเฉย ๆ กับหนังอย่างบอกไม่ถูก เราสนุกกับหนังสือนะ แต่กับหนัง เรารู้สึกมันยังไม่ลงตัว ขาดและเกินในหลายส่วน ส่วนที่เราว่าดีคือการกำกับของคุณเป็นเอก การสร้างบรรยากาศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใส่กลิ่นอายบางอย่างที่ไม่มีในหนังสือ, โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่ค่อนข้างถูกขับเน้นให้แรงขึ้นมาพอสมควร หรือบางฉากนี่ดูแล้วก็ได้กลิ่นได้ยินเสียงเป็นเอกลอยมาเลย เช่นพาร์ตโรแมนติกในตอนต้น
 
โชคดีที่หนังไม่ได้ออกมาแมสอย่างที่ตัวเนื้อเรื่องมันเป็นอยู่ เราคิดว่าถ้ามันแมสปั๊บ ไอ้ประเด็นที่ว่ามาเหล่านี้มันอาจจะเลือนหายไปทั้งหมดเลยก็ได้
 
อีกส่วนที่ต้องชมคือการแสดงของคุณนพชัย ชัยนาม คือแทบจะลืมภาพที่พี่แกเคยเล่นมาในเรื่องก่อนหน้าไปสนิทเลย เรารู้สึกเช่นเดียวกับที่เป็นเอกเคยให้สัมภาษณ์ไว้น่ะว่านพชัยได้กลายเป็นตัวละครนี้ไปแล้วจริง ๆ คิด รู้สึก และหายใจเป็นตุลเลยด้วยซ้ำ
 
ทว่าสิ่งที่ฉุดหนังลงมาก็คือความลักลั่นไม่ลงตัวอย่างที่ว่านั่นแหละ บางฉากกำลังเครียดกดดันอยู่ดี ๆ ก็ตัดสลับด้วยความตลกซะงั้น ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือเปล่าเพราะเราคิดว่ามันหลายครั้งมาก อีกอย่างคือ บทของคุณคริส หอวัง ไม่ได้เข้ากับตัวหนังเลยแม้แต่น้อย ราวกับแปลกแยกจากหนัง จากตัวละครอื่น ๆ ไปโดยสิ้นเชิง เราว่านี่คือการ miscast ของหนังว่ะ ซึ่งก็ส่งผลเอาเรื่องเหมือนกันกับการคลี่คลายปมในตอนท้าย ที่ไม่ได้เข้มข้นเหมือนตอนต้นอีกแล้ว
 
 
 
 
 
* เราเพิ่งสัมภาษณ์คุณนิก NickyOkawa ครับ อ่านได้ที่
 

Short Comment 2 ; April 2012

posted on 21 Apr 2012 09:02 by keaaaa  in 3FLICK
 
Martha Marcy May Marlene / Sean Durkin / 2011 / B+
ดูจบแล้วติดอยู่ในใจไปอีกหลายวัน หนังเล่าถึงผู้หญิงที่ชื่อมาร์ธาที่ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมบ้านกับพี่สาวของเธอหลังจากที่หายไปเข้าร่วมลัทธิประหลาดแห่งหนึ่งมา แล้วก็พบว่าเธอนั้นไม่สามารถเชื่อมต่อหรือมีปฏิสัมพันธ์กับโลกใบนี้ได้อีกแล้ว, ทั้งการแก้ผ้าลงไปว่ายน้ำ - เข้าไปในห้องขณะที่พี่สาวกำลังมีเซ็กส์, หรือว่าอะลาวาดขึ้นมากลางงานเลี้ยง,  หนังตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันที่ไม่ใช่แค่แสดงให้เห็นความแตกต่างของสถานที่แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาวะจิตใจของมาร์ธาด้วย
 
Sean Durkin กดดันคนดูด้วยบรรยากาศ เสียงและภาพอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดคือ John Hawkes (เล่นได้น่าสะพรึงมากกว่าตอน Winter's Bones สิบเท่า) ที่ใช้เพียงแค่หน้านิ่ง ๆ กับน้ำเสียงเยียบเย็นก็พอแล้วที่จะทำให้ผู้ชมเสียวสันหลังได้ และเพราะ Hawkes นี่ล่ะที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังมาร์ธาที่เล่นโดย Elizabeth Olsen คือรู้สึกได้ถึงตัวละครนี้แม้ในยามที่ไม่มีเขาอยู่ก็ตาม แล้วมันก็คลุมไปถึงบรรยากาศของเรื่อง
 
นั่นส่งผลให้ฉากสุดท้ายที่เป็นเพียงแค่การแช่กล้องนิ่ง ๆ ธรรมดา แฝงเร้นไว้ด้วยความกระอักกระอ่วนและประหวั่นพรั่นพรึงเป็นอย่างยิ่ง หนังอาจจะมีพล็อตที่สั้น และง่าย แต่รับรองว่าจะค้างคาในใจไปอีกหลายวัน
 
 
 
 
The Ides of March / George Clooney / 2011 / A
นี่เป็นหนังที่ดีที่สุดจากการกำกับของ George Clooney ก็ว่าได้ คือไม่ใช่แค่การกำกับเท่านั้นที่สมบูรณ์แบบ, กับการแสดงก็เช่นกัน เป็นความบันเทิงอย่างยิ่งที่ได้เห็น Ryan Gosling, Clooney, Phillip Seymour Hoffman หรือว่า Paul Giamatti อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน - โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลูนีย์ที่บอกตามตรงว่าชอบเขาในเรื่องนี้มากกว่าใน The Descendants เสียอีก (ทั้งที่ - บทนั้นก็สุดยอดมากอยู่แล้ว),  และกอสลิ่งที่ทำให้บทที่ซ้ำซากจำเจของเขามีความลึกจนความเปลี่ยนที่เกิดขึ้นกับตัวละครสามารถส่งผลต่อทั้งกับเรื่องราวและกับคนดูอย่างได้ผล, เหนืออื่นใด นี่เป็นหนังที่สนุกมาก แม้ว่าหลายสิ่งอย่างในหนัง เราจะเคยได้สัมผัสกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม
 
 
 
 
Shame / Steve McQueen / 2011 / A+++
สำหรับ Michael Fassbender เอาไปเลยกับรางวัล Best Performance, และสำหรับ Steve McQueen เอาไปเลยกับ Best Director, ทั้งคู่ช่วยทำให้ Shame เป็นงานชั้นเยี่ยมยอดจนสมควรปรบมือให้ ทั้งที่ตัวเรื่องของมันเต็มไปด้วยปมประเด็นตัญหาราคะที่พร้อมจะพาหนังไปสู่การเป็นหนังเกรดรองที่เน้นขายเหนือหนังมังสา แต่ผลที่ออกมาคือประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านั้นถูกนำเสนอออกมาอย่างมีระดับและเหนือชั้น ความที่เป็นคนทำงานศิลปะ แม็คควีนทำให้ทุกเฟรมในหนังงดงามและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันแฝงเร้น โดยเฉพาะลองเทคอันยาวนานที่ไม่ทำให้รู้สึกถึงความยาวของมันเลยแม้แต่น้อย
 
แม็คควีนเจ๋งตรงไหน ? ลองคิดดูว่าในหนังมีน้อยครั้งมากที่เราจะได้เห็น "อาการ" ของพระเอกกันอย่างแจ่มชัด (ยิ่งตอนต้นนี่ไม่มีเลย ทั้งพฤติกรรมหรือฉากที่บอกว่าเขาติดเซ็กส์) แต่กลับค่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกถึง "อาการ" นั้นทีละนิด จนรู้ตัวอีกทีก็ร้าวรานไปกับตัวละครไปเสียแล้ว
 
อย่างบางฉากที่แค่ให้ฟาสส์เบนเดอร์นั่งเฉย ๆ ตอนต้น พอไอ้หมอนี่มานั่งท่าเดิมตอนท้าย กลายเป็นว่า เฮ้ย ไอ้ความรู้สึกตอนต้นมันหายไปไหนหมดวะ, คือ Shame มันค่อย ๆ โอบล้อมคนดูมาทีละนิดจนมาถึงจุดหนึ่งมันก็บีบคั้นโดยไม่ทันให้ตั้งตัวเลย
 
ฉากที่ชอบที่สุดคือการ "ออกไปวิ่ง" ของฟาสส์เบนเดอร์ที่ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีถึงความเยี่ยมยอดของหนังเรื่องนี้เลย, (กูยอม !)
 
 
 
 
The Kid with a Bike / Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne / 2011 / B+
(อาจสปอยล์ !)
ความจริงแล้ว นอกจากประเด็น พ่อ-ลูก แล้ว, พี่น้องดาร์เรนน์ก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเท่าไรในหนังเรื่องนี้ จนกระทั้งช่วงท้าย โดยเฉพาะฉากจบนี่ทำร้ายมาก คือนึกว่ามันจะมามุขเก่า จะมาโศกนาฏกรรมเหมือนที่เคยเห็นกันมา แต่มันกลับบิดตัวเองไปอีกขั้นด้วยการพังมันซะ กลายเป็นตอนจบที่เรียบง่าย แต่กลับกระทบใจและบีบเค้นมากกว่าเดิมเสียอีก / ตอนแรกเป็น B- แต่ตอนจบเลยกลายเป็น B+
 
 
 
 
The Artist / Michel Hazanavicius / 2011 / B+
ตอนแรกนึกว่าจะได้ดูหนังยุคเก่าพวก City Lights หรือว่า Metropolis แต่ว่าพอดู ๆ ไปก็พบว่านี่แม่งหนังยุคใหม่นี่หว่า คือเปลือกมันเป็นยุคเก่า แต่ตัวขนบและวิธีการนำเสนอ วิธีคิดนี่สุดจะใหม่เลย ทั้งเรื่องการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ลูกเล่นการใส่เสียงเข้ามา หรือว่าตัวละครที่ไม่ได้ดราม่าจัดเหมือนยุคโน้น แต่ถึงอย่างไรก็พอจะเข้าใจได้ว่าก็ทำมาขาย "คนยุคนี้" นี่หว่า มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ, ส่วนที่ชอบคือมันพาคนดูไปได้ถึงจุดที่มันอยากจะไปได้จริง ๆ ทั้งสุขหรือเศร้า หรือว่าอารมณ์ Nostalgia ซึ่งความ 'ถึง' นี่ล่ะ ทำให้เราพอจะทำลืมขอเสียข้อด้อยของมันไปซะแล้วสนุกไปกับความบันเทิงที่มันมีให้แทน
 
 
 
 
We Bought a Zoo / Cameron Crowe / 2011 / B
อารมณ์เหมือนกล่องของขวัญที่ห่ออย่างประณีตและเรียบร้อย สิ่งของข้างในก็น่าประทับใจในระดับหนึ่ง แต่ทำไมเราถึงคิดว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้ อาจเป็นเพราะความที่เป็น Cameron Crowe กระมัง, ซึ่งอันที่จริงแล้ว โครว์นี่แหละที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ออกมาเป็นหนังสไตล์ดิสนีย์ดาด ๆ ตามตลาด ดังจะเห็นได้จากความกล้าในฉากที่พ่อทะเลาะกับลูกที่ทำได้ "เต็ม" จนทำให้ฉากที่ตามมาเช่นฉากดูรูปเมียหรือว่าฉากมโนภาพในร้านอาหารพลอยมีพลังตามไปด้วย
* Elle Fanning น่ารักมาก, กลบ Scarlett Johansson จนมิด ถ้าบทเธอมีมิติกว่านี้อาจเรียกได้ว่าคงจะกินขาดทุกคนในเรื่องไปแล้ว (ลำเอียงชัด ๆ)
 
 
 
 
Friday Killer หมาแก่อันตราย / ยุทธเลิศ สิปปภาค / 2011 / B
ชอบ, ชอบมาก - ทั้งที่เอาเข้าจริงก็แปลก เพราะในหนังมีส่วนที่เราไม่ชอบอยู่เยอะ ทั้งการแสดงของคุณพลอย จินดาโชติที่ทำให้ประเด็นความระหว่างพ่อกับลูกสาวมันดร็อปลงไปมาก ซึ่งต้องบอกว่าการแสดงของป๋าเทพ โพธิ์งามมากกว่าที่แข็งแรงจนทำให้ประเด็นนี้ยังคงมีความหมายต่อเรื่อง, ส่วนที่เราชอบคือเรื่องการเมืองที่อยู่ในหนังที่ใส่กันมาอย่างจะแจ้ง
กระทั่งให้ตัวเอกไปพูดว่า "กูก็คงจะเปลี่ยนแปลงส้นตีนอะไรไม่ได้หรอก" - ซึ่งประโยคนี้มันตบหน้าเราอย่างจัง จนไม่แปลกที่เราจะสนุกมากกับเหตุการณ์หลังจากนั้นที่มีทั้งซื้อเสียง, เล่นเส้น, ไปจนถึงการฆ่าปิดปาก, น่าเสียดายที่ประเด็นเรื่องสังขารของตัวเอกไม่ได้ถูกเล่นมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงจะมีเรื่องให้ได้พูดกันอีกยาว
ถึงอย่างไรก็ตาม เราเห็นด้วยจริง ๆ ว่าบทนี้ป๋าเทพเล่นได้เต็มมาก กินขาดจริง ๆ พอ ๆ กับมุข "พูล ฟิคเชี่ยน" นั่นแหละ (เราฮานะ)
 
 
 
 
Underworld : Awakening / Måns Mårlind, Björn Stein / 2012 / F
ลิสต์นี้เกรดเกือบสวยแล้วเชียวถ้าไม่มีเรื่องนี้, ดูแล้วจะหลับ เหมือนหนังหมดประเด็นจะเล่น (เรายังไม่ได้ดูภาค 3 นะ แต่รู้สึกว่าจะย้อนกลับไปเล่าเรื่องอดีตนี่แหละ) แล้วก็ยังจะดันทุรังต่อไปอีก, ฉากแอ็คชั่นก็ไร้ความตื่นเต้น จนแม้แต่หลับตาก็ยังรู้สึกว่ามันหนวกหู เรื่องตลกก็คือในเช้าวันต่อมา - เราไม่สามารถจำได้แล้วว่าหนังเรื่องนี้มันจบยังไง.
 
 
 
 
 
We need to talk about Kevin / Lynne Ramsay / 2011 / B+
 ตัวหนังก็ดี
 
แต่ Tilda Swinton น่ะ A++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
 
จบ,

Martha Marcy May Marlene

posted on 31 Mar 2012 15:58 by keaaaa  in 1NOW
 
มาร์ธาเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่บ้านพี่สาวชื่อลูซี่่่.
 
กลางคืนเธอนอนไม่หลับ.
 
เธอเดินเข้าไปในห้องพี่สาว.
 
ในขณะที่พี่ของเธอกำลังมีเซ็กส์.
 
 
 
Lucy: Why would you think it's okay to come in here like that? 
 
Martha: I don't know. It's a big bed. You guys were on the other side. 
 
Lucy: You can't come into our room when we're having sex. That's not normal. It's private. 
 
Martha: Sorry. 
 
Lucy: You don't need to apologize. Just - I need you to understand why it's not okay. 
 
Martha: Okay. 
 
Lucy: Do you? 
 
Martha: Yeah. 
 
Lucy: Well? 
 
Martha: Because it's private and not normal. 
 
Lucy: Oh, God. 
 
 
 
 
 
ชอบมาก.

ฉากนี้กระตุ้นให้เราอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมาร์ธา.
 
และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็ร้าวรานเหลือเกิน.
 
 
 
* ผมสัมภาษณ์คุณแอ้แห่งบล็อก Littlest Blog 
 
เชิญอ่านได้ที่นี่ครับ.
 

Short Comment 1 ; March 2012

posted on 25 Mar 2012 13:19 by keaaaa  in 3FLICK
 
The Hunger Games / Gary Ross / 2012 / B-  
องค์แรกกับองค์ที่สามนี่หลับไปเลย คือ องค์แรกมันดูเฟคมาก ปูพื้นแบบเร่งรีบไป ๆ ให้จบ ๆ คิดเลยว่าถ้าตัดบางฉากออกไปแล้วไปขยายบางฉากให้เข้มข้นขึ้นกว่านี้น่าจะโอเค เช่นซีนที่ Katniss อาสาแทนน้องที่น่าจะแน่นและบีบคั้นกว่านี้ถ้าไม่ถูกตัดถูกบีบเสียขนาดนั้น
 
อารมณ์เหมือนหนังแนะนำแต่ละสิ่งอย่างให้เรารู้จักแบบผิวเผิน และแต่ละอย่างที่เราได้รู้จักมันก็ไม่ได้สนุกเท่าไร
 
ส่วนที่ดีที่สุดอยู่ในองค์ที่สองที่การตายของตัวละครตัวหนึ่งก่อให้เกิดผลสืบเนื่องไปถึงการจลาจลในเขต 11, ส่วนตัวแล้วซีนนี้เป็นซีนที่อิมแพคมากที่สุดในหนังจนคิดเลยว่าถ้าหนังไปต่อที่ประเด็นนี้เลย (การลุกฮือของมวลชน) จะสมบูรณ์แบบมาก ๆ
 
แต่กลายเป็นว่าพอหนังกลับมาเล่นกับประเด็นการฆ่าฟันกันในเกมนี้อีกรอบ บวกกับการที่สไตล์กล้องแฮนด์เฮลด์ของหนังมันถ่ายออกมาแย่มาก หลุดโฟกัสไปหมดจนไม่เห็นว่าใครทำอะไร จากที่ควรจะฟินก็เลยกลายเป็นเฟลสำหรับเราไปเสียอย่างนั้น 
 
อย่างไรก็ตาม Jennifer Lawrence เอาใจไปเลยสำหรับการใส่ความลึกเข้าไปในบทที่ได้รับได้อย่างมีมิติมาก ๆ จนสามารถแบกหนังทั้งเรื่องขนาดนี้เอาไว้ได้ด้วยตัวคนเดียว
 
 
 
 
J. Edgar / Clint Eastwood / 2011 / D
J. Edgar ให้ความรู้สึกเดียวกับตอนที่เราดู Invictus หรือว่า Flags of Our Fathers คือรู้สึกว่า Clint Eastwood ไม่เหมาะจะทำหนังที่มีสเกลใหญ่และสโคปที่กว้างขนาดนี้, พอสโคปกว้างก็กลายเป็นว่าหนังจะเอาจะเล่นทุกอย่าง - ปมวัยเด็กของ Edgar กับแม่ - ความสัมพันธ์ของเขากับเลขาและมือขวา - ความสัมพันธ์กับประธานาธิบดี - ความเป็นเกย์ - คดีที่ทำ - ซึ่ง น่าจะตัดตอนไปบ้างก็ได้ แต่นี่เล่นหมดทุกอย่างตั้งแต่ Charles Lindbergh, John Dillinger, JFK แล้วก็กลายเป็นว่ามันไปไม่สุดสักทาง ทำให้ความเข้มข้นก็ไม่มี ความบันเทิงก็หดหาย
 
สุดท้ายกลายเป็นว่าเราต้องใช้เวลาถึง 1 อาทิตย์ ในการดูหนังเรื่องนี้ให้จบ (หลับไปหลายรอบมาก)
 
 
 
 
Extremely Loud and Incredibly Close / Steven Daldry / 2011 / B+
หนังมีองค์ประกอบที่สามารถทำให้ตัวเองกลายเป็นหนังที่ดีกว่านี้ได้ แต่น่าเสียดายที่หนังกลับเลือกที่จะทำร้ายตัวเองด้วยการดันองค์ประกอบอีกหลายอย่างขึ้นมาบดบังความดีงามที่มีอยู่จนแทบหมดสิ้น ทั้งการใช้สไตล์ภาพที่กระตุ้นเร้าเกินหน้าเนื้อหา การบีบคั้นฟูมฟายในประเด็นที่ไม่ได้ซาบซึ้ง อีกทั้งการแสดงระดับ Overacting จนน่าตบกระโหลกของเจ้าหนู Thomas Horn (ไม่รู้ว่าบทเป็นอย่างนี้หรือว่าเจ้าตัวเล่นได้น่าหมั่นไส้เอง) อย่างไรก็ตามก็ต้องคารวะให้กับการแสดงชั้นครูของ Max Von Sydow และ Viola Davis ที่ช่วยโอบอุ้มหนังเอาไว้ได้เยอะ
อนึ่ง ที่ให้เกรดเป็นบวกแบบนี้ เป็นความลำเอียงอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เนื่องด้วยประโยคหนึ่งในหนังที่ตบบ้องหูเราเต็ม ๆ
 
“ If the sun were to explode, you wouldn't even know about it for 8 minutes, because that's how long it takes for light to travel to us.

For 8 minutes, the world would still be bright, and it would s...till feel warm.

It was a year since my dad died and I could feel my 8 minutes with him running out. ”
 
ขอยกให้เป็น Film Quote ที่ดีที่สุดในรอบเดือนนี้.
 
 
 
 
 
Carnage / Roman Polanski / 2011 / A-
เรียนตามตรงเลยว่าสนุกเหี้ย ๆ หนังมีแค่หนึ่งฉาก - สี่ตัวละคร - และบทสนทนาอันแสบสันต์สะท้านทรวง ต่อให้ขุดคุ้ยหาประเด็นระหว่างบรรทัดไม่เจอ ถึงอย่างไรคุณก็ยังจะสนุกกับการโต้เถียงและปะทะคารมกันของทั้งสี่คนนี้อยู่ดี (คนที่เล่นได้เทพเจ้าที่สุดในเรื่องนี้ขอยกให้แม่นาง Kate Winslet !)
 
 
Safe House / Daniel Espinosa / 2012 / B
สนุกดี ดูเพลิน ๆ ดีเหมือนกัน (เราชอบ Denzel Washington เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว จึงค่อนข้างโน้มเอียงมีใจให้หนังอยู่นิดหน่อย) จุดที่ติของหนังเห็นจะเป็นการหักมุมที่ค่อนข้างแบนและเบาบาง เดาได้ตั้งแต่เห็นการ casting จนมีผลต่อความสนุกในช่วงท้ายของหนังอยู่พอสมควร
 
ความคิดที่ติดอยู่ในหัว ; รู้สึกว่าบทบาทของ Denzel ช่วงหลัง ๆ มันค่อนข้างจะ Cliche' อยู่เหมือนกันนะ
 
 
Young Adult / Jason Reitman / 2011 / C+
สิ่งที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียวในหนังเรื่องนี้คือ Charlize Theron จริง ๆ นะ คือด้วยพล็อตที่มีอยู่เราว่ามันก็น่าจะทำให้สนุกกว่านี้ได้ อาจเป็นด้วยความที่หนังไม่ได้มีประเด็นที่น่าสนใจพอที่จะพาคนดูไปได้ตลอดรอดฝั่ง ตัวละครก็ไร้สีสัน อีกทั้งพล็อตที่วางให้ตัวเอกของเรื่องมันเป็นนางร้ายนิสัยเสียก็เลยเหมือนหนังไม่ได้แค่ตีตัวออกห่างคนดูเท่านั้น แต่ยังไปถึงขั้นกระโดดถีบหน้าคนดูออกไปไกล ๆ ให้ทำหน้าที่เป็นแค่ผู้สังเกตุการณ์ งานนี้สิ่งที่เราทำได้ก็เลยเพียงแค่ดู Performance Acting ของ Theron แค่นั้นเอง (แต่ฉากโวยวายตอนท้ายเรื่องก็สนุกสนานดีอยู่เหมือนกัน.)
 
 
Hugo / Martin Scorsese / 2011 / A
น่าแปลกใจมากที่ความเร็วในการดำเนินเรื่องของ Hugo นั้นเป็นไปอย่างนุ่มนวลและในบางคราก็อาจกล่าวได้ว่าเนิบช้า แต่ความรู้สึกที่ได้กลับกลายเป็นความรื่นรมย์ - และในบางที เต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจ - ราวกับดูหนังที่มุ่งเน้นจะบีบคั้นและกระแทกกระทั้นอารมณ์ของเราให้พุ่งสูงถึงขีดสุด
 
หากมองเพียงผ่าน อาจรู้สึกเหมือน Martin Scorsese ไม่ได้ชักนำอารมณ์คนดูสักเท่าไร หากแต่เรากลับรู้สึกว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เขาทำ คือการค่อย ๆ โอบล้อม ประคองความรู้สึกคนดูอย่างช้า ๆ ไม่เร่งเร้า
 
จนรู้สึกตัวอีกที ก็อาจหลั่งน้ำตาให้แก่หนังไปเสียแล้ว.
 
 
Birthday / อาทิตย์ อัสสรัตน์ / 2012 / A
ไร้คำบรรยายค่ะ.
 
 
 
 
 
 
 
*สุดท้ายเราก็ต้องจำยอมเขียนแบบ Short Comment เพื่อให้บล็อกนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป.
ขอบคุณที่อ่านนะครับ.
 

THEN : Woody's Words

posted on 14 Feb 2012 11:32 by keaaaa  in 2THEN
 
 
 
Bisexuality immediately doubles your chances for a date on Saturday night.

 
Dying is one of the few things that can be done as easily lying down.
 
 
I am not afraid of death, I just don't want to be there when it happens.
 
 
If you're not failing every now and again, it's a sign you're not doing anything very innovative.
 
 
I believe there is something out there watching us. Unfortunately, it's the government.
 
 
If my films don't show a profit, I know I'm doing something right.
 
 
If you want to make God laugh, tell him about your plans.
 
 
If my films make one more person miserable, I'll feel I have done my job.
 
 
In Beverly Hills... they don't throw their garbage away. They make it into television shows.
 
 
Sex without love is a meaningless experience, but as far as meaningless experiences go its pretty damn good.
 
 
 
พอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมหนังของ Woody Allen ถึงได้มีอารมณ์ขันแทรกซึมเจือปนอยู่เสมอ.
 
 
 
 
 
* ผมไปคุยกับคุณ Iamdozenist มา เชิญอ่านได้ที่นี่ครับ
 
http://thelastquestion.exteen.com/20120211/life-goes-on