Martha Marcy May Marlene / Sean Durkin / 2011 / B+
ดูจบแล้วติดอยู่ในใจไปอีกหลายวัน หนังเล่าถึงผู้หญิงที่ชื่อมาร์ธาที่ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมบ้านกับพี่สาวของเธอหลังจากที่หายไปเข้าร่วมลัทธิประหลาดแห่งหนึ่งมา แล้วก็พบว่าเธอนั้นไม่สามารถเชื่อมต่อหรือมีปฏิสัมพันธ์กับโลกใบนี้ได้อีกแล้ว, ทั้งการแก้ผ้าลงไปว่ายน้ำ - เข้าไปในห้องขณะที่พี่สาวกำลังมีเซ็กส์, หรือว่าอะลาวาดขึ้นมากลางงานเลี้ยง, หนังตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันที่ไม่ใช่แค่แสดงให้เห็นความแตกต่างของสถานที่แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาวะจิตใจของมาร์ธาด้วย
Sean Durkin กดดันคนดูด้วยบรรยากาศ เสียงและภาพอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดคือ John Hawkes (เล่นได้น่าสะพรึงมากกว่าตอน Winter's Bones สิบเท่า) ที่ใช้เพียงแค่หน้านิ่ง ๆ กับน้ำเสียงเยียบเย็นก็พอแล้วที่จะทำให้ผู้ชมเสียวสันหลังได้ และเพราะ Hawkes นี่ล่ะที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังมาร์ธาที่เล่นโดย Elizabeth Olsen คือรู้สึกได้ถึงตัวละครนี้แม้ในยามที่ไม่มีเขาอยู่ก็ตาม แล้วมันก็คลุมไปถึงบรรยากาศของเรื่อง
นั่นส่งผลให้ฉากสุดท้ายที่เป็นเพียงแค่การแช่กล้องนิ่ง ๆ ธรรมดา แฝงเร้นไว้ด้วยความกระอักกระอ่วนและประหวั่นพรั่นพรึงเป็นอย่างยิ่ง หนังอาจจะมีพล็อตที่สั้น และง่าย แต่รับรองว่าจะค้างคาในใจไปอีกหลายวัน
The Ides of March / George Clooney / 2011 / A
นี่เป็นหนังที่ดีที่สุดจากการกำกับของ George Clooney ก็ว่าได้ คือไม่ใช่แค่การกำกับเท่านั้นที่สมบูรณ์แบบ, กับการแสดงก็เช่นกัน เป็นความบันเทิงอย่างยิ่งที่ได้เห็น Ryan Gosling, Clooney, Phillip Seymour Hoffman หรือว่า Paul Giamatti อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน - โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลูนีย์ที่บอกตามตรงว่าชอบเขาในเรื่องนี้มากกว่าใน The Descendants เสียอีก (ทั้งที่ - บทนั้นก็สุดยอดมากอยู่แล้ว), และกอสลิ่งที่ทำให้บทที่ซ้ำซากจำเจของเขามีความลึกจนความเปลี่ยนที่เกิดขึ้นกับตัวละครสามารถส่งผลต่อทั้งกับเรื่องราวและกับคนดูอย่างได้ผล, เหนืออื่นใด นี่เป็นหนังที่สนุกมาก แม้ว่าหลายสิ่งอย่างในหนัง เราจะเคยได้สัมผัสกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม
Shame / Steve McQueen / 2011 / A+++
สำหรับ Michael Fassbender เอาไปเลยกับรางวัล Best Performance, และสำหรับ Steve McQueen เอาไปเลยกับ Best Director, ทั้งคู่ช่วยทำให้ Shame เป็นงานชั้นเยี่ยมยอดจนสมควรปรบมือให้ ทั้งที่ตัวเรื่องของมันเต็มไปด้วยปมประเด็นตัญหาราคะที่พร้อมจะพาหนังไปสู่การเป็นหนังเกรดรองที่เน้นขายเหนือหนังมังสา แต่ผลที่ออกมาคือประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านั้นถูกนำเสนอออกมาอย่างมีระดับและเหนือชั้น ความที่เป็นคนทำงานศิลปะ แม็คควีนทำให้ทุกเฟรมในหนังงดงามและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันแฝงเร้น โดยเฉพาะลองเทคอันยาวนานที่ไม่ทำให้รู้สึกถึงความยาวของมันเลยแม้แต่น้อย
แม็คควีนเจ๋งตรงไหน ? ลองคิดดูว่าในหนังมีน้อยครั้งมากที่เราจะได้เห็น "อาการ" ของพระเอกกันอย่างแจ่มชัด (ยิ่งตอนต้นนี่ไม่มีเลย ทั้งพฤติกรรมหรือฉากที่บอกว่าเขาติดเซ็กส์) แต่กลับค่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกถึง "อาการ" นั้นทีละนิด จนรู้ตัวอีกทีก็ร้าวรานไปกับตัวละครไปเสียแล้ว
อย่างบางฉากที่แค่ให้ฟาสส์เบนเดอร์นั่งเฉย ๆ ตอนต้น พอไอ้หมอนี่มานั่งท่าเดิมตอนท้าย กลายเป็นว่า เฮ้ย ไอ้ความรู้สึกตอนต้นมันหายไปไหนหมดวะ, คือ Shame มันค่อย ๆ โอบล้อมคนดูมาทีละนิดจนมาถึงจุดหนึ่งมันก็บีบคั้นโดยไม่ทันให้ตั้งตัวเลย
ฉากที่ชอบที่สุดคือการ "ออกไปวิ่ง" ของฟาสส์เบนเดอร์ที่ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีถึงความเยี่ยมยอดของหนังเรื่องนี้เลย, (กูยอม !)
The Kid with a Bike / Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne / 2011 / B+
(อาจสปอยล์ !)
ความจริงแล้ว นอกจากประเด็น พ่อ-ลูก แล้ว, พี่น้องดาร์เรนน์ก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเท่าไรในหนังเรื่องนี้ จนกระทั้งช่วงท้าย โดยเฉพาะฉากจบนี่ทำร้ายมาก คือนึกว่ามันจะมามุขเก่า จะมาโศกนาฏกรรมเหมือนที่เคยเห็นกันมา แต่มันกลับบิดตัวเองไปอีกขั้นด้วยการพังมันซะ กลายเป็นตอนจบที่เรียบง่าย แต่กลับกระทบใจและบีบเค้นมากกว่าเดิมเสียอีก / ตอนแรกเป็น B- แต่ตอนจบเลยกลายเป็น B+
The Artist / Michel Hazanavicius / 2011 / B+
ตอนแรกนึกว่าจะได้ดูหนังยุคเก่าพวก City Lights หรือว่า Metropolis แต่ว่าพอดู ๆ ไปก็พบว่านี่แม่งหนังยุคใหม่นี่หว่า คือเปลือกมันเป็นยุคเก่า แต่ตัวขนบและวิธีการนำเสนอ วิธีคิดนี่สุดจะใหม่เลย ทั้งเรื่องการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ลูกเล่นการใส่เสียงเข้ามา หรือว่าตัวละครที่ไม่ได้ดราม่าจัดเหมือนยุคโน้น แต่ถึงอย่างไรก็พอจะเข้าใจได้ว่าก็ทำมาขาย "คนยุคนี้" นี่หว่า มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ, ส่วนที่ชอบคือมันพาคนดูไปได้ถึงจุดที่มันอยากจะไปได้จริง ๆ ทั้งสุขหรือเศร้า หรือว่าอารมณ์ Nostalgia ซึ่งความ 'ถึง' นี่ล่ะ ทำให้เราพอจะทำลืมขอเสียข้อด้อยของมันไปซะแล้วสนุกไปกับความบันเทิงที่มันมีให้แทน
We Bought a Zoo / Cameron Crowe / 2011 / B
อารมณ์เหมือนกล่องของขวัญที่ห่ออย่างประณีตและเรียบร้อย สิ่งของข้างในก็น่าประทับใจในระดับหนึ่ง แต่ทำไมเราถึงคิดว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้ อาจเป็นเพราะความที่เป็น Cameron Crowe กระมัง, ซึ่งอันที่จริงแล้ว โครว์นี่แหละที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ออกมาเป็นหนังสไตล์ดิสนีย์ดาด ๆ ตามตลาด ดังจะเห็นได้จากความกล้าในฉากที่พ่อทะเลาะกับลูกที่ทำได้ "เต็ม" จนทำให้ฉากที่ตามมาเช่นฉากดูรูปเมียหรือว่าฉากมโนภาพในร้านอาหารพลอยมีพลังตามไปด้วย
* Elle Fanning น่ารักมาก, กลบ Scarlett Johansson จนมิด ถ้าบทเธอมีมิติกว่านี้อาจเรียกได้ว่าคงจะกินขาดทุกคนในเรื่องไปแล้ว (ลำเอียงชัด ๆ)
Friday Killer หมาแก่อันตราย / ยุทธเลิศ สิปปภาค / 2011 / B
ชอบ, ชอบมาก - ทั้งที่เอาเข้าจริงก็แปลก เพราะในหนังมีส่วนที่เราไม่ชอบอยู่เยอะ ทั้งการแสดงของคุณพลอย จินดาโชติที่ทำให้ประเด็นความระหว่างพ่อกับลูกสาวมันดร็อปลงไปมาก ซึ่งต้องบอกว่าการแสดงของป๋าเทพ โพธิ์งามมากกว่าที่แข็งแรงจนทำให้ประเด็นนี้ยังคงมีความหมายต่อเรื่อง, ส่วนที่เราชอบคือเรื่องการเมืองที่อยู่ในหนังที่ใส่กันมาอย่างจะแจ้ง
กระทั่งให้ตัวเอกไปพูดว่า "กูก็คงจะเปลี่ยนแปลงส้นตีนอะไรไม่ได้หรอก" - ซึ่งประโยคนี้มันตบหน้าเราอย่างจัง จนไม่แปลกที่เราจะสนุกมากกับเหตุการณ์หลังจากนั้นที่มีทั้งซื้อเสียง, เล่นเส้น, ไปจนถึงการฆ่าปิดปาก, น่าเสียดายที่ประเด็นเรื่องสังขารของตัวเอกไม่ได้ถูกเล่นมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงจะมีเรื่องให้ได้พูดกันอีกยาว
ถึงอย่างไรก็ตาม เราเห็นด้วยจริง ๆ ว่าบทนี้ป๋าเทพเล่นได้เต็มมาก กินขาดจริง ๆ พอ ๆ กับมุข "พูล ฟิคเชี่ยน" นั่นแหละ (เราฮานะ)
Underworld : Awakening / Måns Mårlind, Björn Stein / 2012 / F
ลิสต์นี้เกรดเกือบสวยแล้วเชียวถ้าไม่มีเรื่องนี้, ดูแล้วจะหลับ เหมือนหนังหมดประเด็นจะเล่น (เรายังไม่ได้ดูภาค 3 นะ แต่รู้สึกว่าจะย้อนกลับไปเล่าเรื่องอดีตนี่แหละ) แล้วก็ยังจะดันทุรังต่อไปอีก, ฉากแอ็คชั่นก็ไร้ความตื่นเต้น จนแม้แต่หลับตาก็ยังรู้สึกว่ามันหนวกหู เรื่องตลกก็คือในเช้าวันต่อมา - เราไม่สามารถจำได้แล้วว่าหนังเรื่องนี้มันจบยังไง.
We need to talk about Kevin / Lynne Ramsay / 2011 / B+
ตัวหนังก็ดี
แต่ Tilda Swinton น่ะ A++++++++++++++++++++++++
จบ,