Short Comment 4 ; June 2012

posted on 15 Jul 2012 13:43 by keaaaa in 3FLICK directory Entertainment

http://3.bp.blogspot.com/-cEgA304EasU/T4chag77ZFI/AAAAAAAAAoY/Zl3h_agHowE/s1600/turinhorse.jpg

The Turin Horse / Bela Tarr, Agnes Hranitzky / 2011 / A-

เพิ่งเคยดูหนังของ Bela Tarr เป็นเรื่องแรก, แล้วเรื่องแรกก็เล่นเราหนักเลย หนังมันเล่าถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนสองคนในบ้านหลังหนึ่งท่ามกลางพายุ ความยากของหนังเรื่องนี้มันคือวิธีการนำเสนอ ทั้งการเป็นหนังขาวดำ ถ่ายลองเทคยาวซ้ำ ๆ ให้เราเห็นความทุกข์ทรมานในความเป็นอยู่ของทั้งคู่ที่ค่อย ๆ ทวีความหนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาแทบไม่พูดกันด้วยซ้ำ เท่านั้นไม่พอ ด้วยการแช่กล้องช็อตหนึ่งนานแสนนาน บวกกับดนตรีประกอบที่เล่นเพลงเดียวซ้ำ ๆ ไม่กี่คีย์ไปตลอดทั้งเรื่อง จนทำให้เรารู้สึกราวกับว่าสิ่งที่อยู่ สิ่งที่เป็นมันยาวนาน ราวกับว่าไม่มีวันจบสิ้น

ที่หนักคือ Bela Tarr ทำให้เรารู้สึกว่าไอ้สภาพอากาศเลวร้ายข้างนอกนั่นน่ะไม่ได้รุนแรงและน่าเจ็บปวดเท่าสิ่งที่อยู่ภายในหรอก หนังค่อย ๆ ปอกเปลือกและกระเทาะแก่นของมนุษย์ออกมาอย่างช้า ๆ ผ่านชีวิตความเป็นอยู่ที่ดูเหมือนจะซ้ำไปซ้ำมาในแต่ละวัน ทว่ามันกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อลงลึกถึงภายใน

คือ มนุษย์ในหนังเรื่องนี้มันไม่ได้ถูกทำร้ายจนแพ้พ่าย แต่มันค่อย ๆ พ่ายแพ้ไปเองอย่างช้า ๆ ด้วยตัวเอง




http://media.untoldscifi.com/wp-content/uploads/2012/03/Prometheus-2012-Movie-Image.jpg?9d7bd4

Prometheus / Ridley Scott / 2012 / C+

รู้สึกเหมือนถูกเลคเชอร์พวกประวัติศาสตร์เอเลี่ยน 101 อะไรแบบนี้เลย, คือมันมีแต่เนื้อ มีแต่รายละเอียดที่แค่พยายามจะให้เชื่อมโยงกับ Alien ที่ Ridley Scott เคยทำไว้ สิ่งที่หนังเรื่องนี้มีเหนือกว่าหนังต้นฉบับก็คือเทคโนโลยีที่สามารถสร้างสรรค์ภาพอันตระการตา คือแต่ละช็อตสวยมาก ไม่แปลกใจที่ทั้งภาพนิ่งหรือตัวอย่างมันจะดึงดูดมากเหลือเกิน (ขนาดภาพโฮโลแกรมยังสวย) แต่สิ่งที่สก็อตต์ในวัย 74 ปีทำหายไปก็คือชั้นเชิงในการเล่นกับความรู้สึกคนดูเหมือนที่ต้นฉบับเป็น ด้วยวันเวลาผันผ่าน ผจญหนังมาหลายเรื่อง ดูเหมือนว่าวิธีการสร้างความตื่นตาด้วยวิชวลเจ๋ง ๆ อาจจะไม่สามารถใช้ได้ผลกับเราในยุคสมัยนี้อีกต่อไปแล้ว เดินออกมากจากโรง เพื่อนบอกว่า 'กูจะหลับ' (ฮา)

ก็ไม่ต้องแปลกใจถ้าฉากที่กดดันเราที่สุดมันจะเป็นการ 'ผ่าท้อง' ฉากนั้น เพราะมันกดดันด้วยพื้นที่ + เวลา อย่างเห็นผล ในขณะที่คนถูกเผาทั้งเป็น หรือการระเบิดอันมโหฬารบานตะไทในตอนท้าย สำหรับเรามันให้ได้เพียงแค่ความตื่นตาเท่านั้น มิได้ตื่นใจแต่อย่างใดเลย

เหมือนกับว่าสก็อตต์ใส่ใจกับเปลือกมากกว่าแก่นว่ะ คือวิชวลในหนังมันล้ำเกินตัวละครไปเยอะเลย บทแต่ละตัวนี่แบนมาก แล้วพี่ก็ไม่ให้เวลากับตัวละครเลย บางคนยังจำหน้ามันไม่ได้แม่งก็ตายซะละ คือเราจำได้นะว่าตัวละครมันทำผมยังไง ใส่ชุดแบบไหน แต่จำไม่ได้หรอกว่ามันคิดยังไง รู้สึกยังไง

ซึ่งเราก็พบว่าหนังช่วงหลังของสก็อตต์ผู้พี่นี่ก็เป็นลักษณะนี้นะ จืดขืด ราบเรียบ พวก Body of Lies หรือ Robin Hood อะไรแบบนั้น ก็ได้แต่หวังว่าอย่าให้เดินตามรอย Brian De Palma หรือว่า William Friedkin เลย (สองคนหลังนี่แทบหมดอนาคตไปแล้ว)




http://nextprojection.com/wp-content/uploads/2012/05/Men-in-Black-3.jpg

Men in Black 3 / Barry Sonnenfeld / 2012 / C+

สิ่งที่หนังชุดนี้ควรทำไม่ใช่การเปลี่ยนนักแสดงหรือว่ารีบู้ตอะไรหรอก แต่เป็นเปลี่ยนผู้กำกับมากกว่า, Barry Sonnenfeld ทำให้เรารู้สึกเหมือนกินอาหารบูดที่ถูกนำมาแช่ตู้เย็นจนดูเหมือนว่ามันน่าจะอร่อยอยู่ สำหรับเราสิ่งที่เป็นหัวใจของสองภาคก่อนมันคือเคมีระหว่าง Will Smith กับ Tommy Lee Jones ซึ่งมันแทบจะไม่มีเหลืออยู่อีกแล้วในภาคนี้ ยิ่งลุงโจนส์นี่ทำหน้าเหมือนไม่อยากเล่นเรื่องนี้ยังไงชอบกล ความบันเทิงเพียงอย่างเดียวในหนังสำหรับเราคือการเฝ้ามองดู Josh Brolin 'กลาย' เป็นเอเจนต์เควัยหนุ่ม กับมุขเรื่องยุค 60' เท่านั้น

จะว่าไปก็คงต้องชื่นชมมากกว่า เพราะดีเท่าไรแล้วกับผลลัพธ์ที่ออกมาจากการที่ทุนสร้างบานปลาย, มีปัญหาตารางการถ่ายทำ, เหนืออื่นใดก็คือถ่ายไปเขียนบทไป, ซึ่งผลที่ได้ก็คือความสะเปะสะปะของเนื้อเรื่องและตัวละคร และอย่าได้คาดหวังพวกประเด็นแทรกสอดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือการจิกกัดเสียดสีอย่างที่เคยเป็น, เพราะมันไม่มีอีกแล้ว.



http://4.bp.blogspot.com/-caMA5Tg-jr8/ThJziG9XW8I/AAAAAAAAAfA/iUev7HiARgw/s1600/2011_the_help_006.jpg

The Help / Tate Taylor / 2011 / A+

เราชอบอารมณ์คุณหญิงคุณนายกับคนใช้ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนละครหลังข่าวดี ๆ นี่เอง แต่ว่าสิ่งที่หนังเล่ามันไม่ใช่ความรักระหว่างพระเอกหน้าโง่กับนางเอกไร้เดียงสา ตรงกันข้าม หนังใช้สถานการณ์ชิงดีชิงเด่นพวกนั้นมาใช้สะท้อนปัญหาระหว่างชนชั้นและการเหยียดสีผิวแทน แล้วก็ต้องชมนักแสดงแต่ละคนด้วยที่เล่นใหญ่ เชือดเฉือนกันสนุกซะ คือเหมือนแต่ละคนจะมีฉากที่โชว์ ฉากที่เปิดโอกาสให้เฉิดฉาย ปล่อยของกันเต็มที่กันคนละฉากสองฉากกันทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะ Viola Davis ที่เคยฆ่า Meryl Streep ตายบนจอตอนเล่น Doubt ก็ยังคงฆ่าเพื่อนร่วมจอต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง



amazing-spider-man

The Amazing Spider-Man / Marc Webb / 2012 / B-

เราชอบฉบับของ Marc Webb พอ ๆ กับ ของ Sam Raimi เลยนะ จุดที่แข็งแรงของหนังเรื่องนี้ก็ตรงที่หนังทำในส่วนของตัวพระเอกในตอนที่ใช้ชีวิตปกติได้ค่อนข้างแข็งแรง อีกทั้งเคมีระหว่าง Andrew Garfield กับ Emma Stone ก็ค่อนข้างจะไปด้วยกันได้มากกว่า Tobey Maguire กับ Kirsten Dunst อย่างไรก็ตามหนังยังมีจุดอ่อนด้อยอยู่อีกหลายจุดมาก โดยเฉพาะการเล่าความเป็นไปช่วงที่พระเอกออกปฏิบัติการในภาคสไปเดอร์แมนที่สำหรับเราแล้วรู้สึกว่าทำได้ไม่ค่อยน่าติดตามเท่าไร คือมันออกมาแบน ๆ เกินไปนิด โดยเฉพาะตัวร้ายอย่าง The Lizard ที่ค่อย ๆ ลดความน่าสนใจของตัวเองลงทีละน้อยตามเวลาที่ผ่านไป

จุดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ การทำซ้ำของเดิม (ก็แม่งเริ่มใหม่หมดเลยนี่หว่า) ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้ มันก็ต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับของเก่า และนอกจากนั้นก็คือคนดูส่วนใหญ่ก็เคยดูเวอร์ชั่นเก่ากันมาก่อนแล้ว (เราก็ด้วย) ฉะนั้นไม่ว่าจะเล่าให้ฉีก แหก บิดออกไปอย่างไร แต่มันก็ยังเป็นเรื่องเดิม ซึ่งก็ช่วยไม่ได้เหมือนกันที่มันจะส่งผลกับความรู้สึกตลอดเวลาที่ดู

อย่างไรก็ตาม ข้อดีประการหนึ่งของหนังก็คือ หนึ่ง Marc Webb แม่งเชี่ยวชาญเรื่องการใช้เพลงมาก ส่งผลให้ฉากนั้น ๆ ดูดีขึ้นมาสามสิบเปอร์เซ็นต์, สอง เรารู้สึกว่าความตายในหนังมันรุนแรงมาก คือตายแต่ละทีนี่กระทบความรู้สึกน่ะ ซึ่งเราชอบอารมณ์นี้มากกว่า ไม่เหมือนฉบับเก่าที่แบบตายทิ้งตายขว้างมาก (ฮา)



http://www.anomalousmaterial.com/movies/wp-content/uploads/2012/01/2012_man_on_a_ledge_010.jpg

Man on a Ledge / Asger Leth / 2012 / C

กลวงมาก, เหมือนพี่ขายความแปลกของพล็อตจนไม่สนใจอะไรอื่นอีกต่อไปแล้ว ทั้งความสมเหตุสมผลหรือการกระทำของตัวละคร, แทนที่พล็อตเอาคนไปยืนบนระเบียงตึกมันจะชวนให้ค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กลับกลายเป็นว่ามันกลับลดความน่าสนใจในตัวมันเองลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป จุดหักเหต่าง ๆ ที่ทยอยเฉลยออกมา น้องชายพระเอก, เพชร, ตำรวจฉ้อฉล, เหมือนพี่เค้าเอาพล็อตแปลก ๆ นำหน้ามาก่อน แล้วค่อยเติมเต็มช่องว่างในพล็อตมาทีหลัง ทำให้มันไม่สนุก และจะมีคำถามถึงการกระทำของตัวละครผุดขึ้นมาตลอดเวลา โดยเฉพาะบทของ Ed Harris ก็นะ เอาใครไปเล่นก็ได้ ไม่ต่างกันหรอก สรุปคือนี่เป็นเหมือนหนังที่ออกฉายช้าไปประมาณ 20 ปี เห็นจะได้ มุขอะไรที่หนังใช้มันก็เลยไม่ได้ผลสักเท่าไร



http://www.arabmoviez.org/wp-content/uploads/Lockout-2012-1080p-BrRip.png

Lockout / James Mather, Stephen St. Leger / 2012 / F

หนังที่เดินเรื่องด้วยสปีดที่เร็วกว่านรกมาก พูดก็พูดเถอะว่าตัวละครบางตัวยังไม่ทันจะเห็นหน้ามันก็ตายเสียแล้ว แล้วหนังก็มีพล็อตมีซับพล็อตเต็มไปหมดจนไม่รู้ว่าจะมุ่งไปทางไหน การแหกคุกก็จะเอา ปมความสัมพันธ์ของพี่น้องที่เป็นตัวร้ายก็จะเอา เรื่องการหากระเป๋าของพระเอกนั่นก็จะเล่น เรื่องมนุษยธรรมของนักโทษก็จะเอา แล้วก็นั่นแหละ หนังเดินเรื่องเร็วมาก ให้เวลากับประเด็นเหล่านี้อย่างละนิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งบวกรวมกับการตัดต่อที่รีบเร่ง (ฉากไล่ล่าบนถนนตอนต้นเรื่องนี่ดูไม่ทันจริง ๆ นะ) ก็เลยเก็บสิ่งเหล่านี้ได้ไม่เต็มที่ คือพยายามทำใจดูเป็นหนังคัลต์เกรดต่ำแล้วนะแต่ก็ยังไม่สนุกอยู่ดี เพราะหนังมันผสมผสานสิ่งที่มีอยู่ไม่ค่อยจะเข้ากัน แล้วหนังก็เล่าเรื่องได้ไม่สนุกเอาเสียเลย




http://2.bp.blogspot.com/-m1OCPm2LCQ8/T6_rpqelCeI/AAAAAAAAAPE/-jwpFquEGfM/s1600/2012_wrath_of_the_titans_028.jpg

Wrath of the Titans / Jonathan Liebesman / 2012 / D

Here ! แย่ยิ่งกว่า Clash of the Titans เสียอีก สำหรับเราเวลาเพียงชั่วโมงครึ่งนี่มันดูเหมือนจะยาวนานเป็นนิรันดร์ หนังไม่ได้เลยทั้งความสนุกหรือน่าติดตาม กลายเป็นว่าตัวสัตว์ประหลาดในเรื่องยังดูมีชีวิตชีวามากกว่าตัวละครที่เป็นเทพและมนุษย์ทั้งหลายเสียอีก เหมือนว่า ออกแบบฉากแอ็คชั่นมาก่อน แล้วค่อยคิดเนื้อเรื่องขึ้นมายัดเข้าไป ดังนั้น ทั้ง Liam Neeson และ Ralph Fiennes จึงถูกใช้งานอย่างทิ้งขว้างมากในหนังเรื่องนี้ เพราะหนังให้เวลากับฉากแอ็กชั่นมากจนไม่มีพื้นที่ให้กับการแสดงของพวกเขา และจะว่าไป เนื้อเรื่องก็เหมือนจะไม่มีพื้นที่ให้แต่อย่างใด




http://disjointedobservations.com/wp-content/uploads/2012/02/Margin-Call1.jpeg

Margin Call / J.C. Chandor / 2011 / A+

แค่เปิดเรื่องมาเป็น Stanley Tucci โดนไล่ออกก็สุดยอดแล้ว คือฉากเปิดนี้มันแสดงให้เห็นทั้งอารมณ์ บรรยากาศ และสภาพความเป็นไปของเรื่องได้เป็นอย่างดี เราชอบความเย็นชาที่ถูกปกคลุมให้เห็นอยู่ทุกวินาทีในหนัง เพราะมันช่างย้อนแยงกับพล็อตที่หนังเล่าอยู่จนชวนให้ขนลุก เช่นในตอนต้นที่ Tucci โดนไล่ออกจากงานที่ตัวเองทำมาตลอดหลายปี แล้วไอ้คนที่มาแจ้งมันก็มาด้วยหน้าตาเฉยชาแบบ อืม คุณต้องออกจากงานแล้วนะ หรือว่าตอนที่ Zachary Quinto ไปค้นพบหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ ตัวละครมันแสดงท่าทางและสีหน้าแบบเยือกเย็นคุยกัน น้ำเสียงปกติ สีหน้าก็ปกติ แต่ด้วยมวล ด้วยองค์ประกอบในฉากนั้น ๆ มันทำให้เรารู้สึกแบบ ชิบหายแล้ว ซวยแล้ว

ฉากที่พีคสุด ๆ ของ Margin Call สำหรับเราเป็นตอนที่มันเรียกประชุมพวกตัวเป้ง ๆ ของบริษัทกันตอนตีสอง แล้วมีคนนึงถามเวลา อีกคนก็บอกตีสองสิบห้า สักพักมันก็คุยกันต่อประโยคสองประโยค แล้วไอ้คนนั้นมันก็ถามเวลาอีกรอบ อีกคนก็ตอบ ตีสองสิบหก ไอ้คนนี้ก็แบบสบถออกมาเลย ชิบหายแล้ว ๆ (คือเราดูซับอังกฤษน่ะนะ เราว่าคำว่าชิบหายเนี่ยน่าจะตรงใจตัวละครมากที่สุดแล้ว)

แล้วก็ดันกลายเป็นว่าหนังยังพาตัวเองให้พีคยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทุกคนในบริษัทมันพบว่าวิกฤตินี้มันทำอะไรไม่ได้แล้ว คือมันพัง มันหายนะแน่ ๆ สิ่งที่มันตัดสินใจก็คือ งั้นก็โยนไปให้คนอื่นสิ ซึ่ง โอ้โห สำหรับเรามันน่ากลัวมากเลยนะ แล้วหนังมันก็กดดันคนดูด้วยวิธีแบบนี้ตลอดเวลา คือไม่ต้องใช้ลูกเล่นทางภาพยนตร์ที่หวือหวาหรอก แต่โคตรจะได้ผลมาก แทบจะปวดกบาลเหมือนตัวละคร อะไรแบบนั้นเลย แล้วอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องยกย่องชื่นชมก็คือนักแสดง เราว่าแต่ละตัวมันเล่นยาก อย่าง Kevin Spacey ที่แสดงความกังวลใจออกมาบนสีหน้า แต่ก็ยังทำให้รู้สึกได้ถึงความเชื่อมั่น หรือ Jeremy Irons นี่ขอกราบเลย โผล่มาฉากแรก พูดไม่กี่ประโยคก็สร้างความตึงเครียดเขม็งเกรียวมาก ๆ แล้วประโยคที่แกพูดนี่ไม่ใช่เนื้อหาข่มขู่รุนแรงอะไรด้วยนะ เป็นแค่ประโยคซักถามอย่างสุภาพธรรมดาเท่านั้นเอง ซึ่งเราว่าการจะทำให้ได้ลักษณะนี้มันยากน่ะ

ฉะนั้นไอ้ช็อตขุดดินในตอนท้ายที่มันดูเหมือนจะเรียบง่าย มันจึงน่าขนลุกขนพองสยองเกล้าสำหรับเรา สรุปแล้วนี่น่าจะจัดเป็นหนังสยองขวัญไปเลยก็ได้นะ โทษฐานที่สามารถทำให้คนดูกดดันและตึงเครียดตลอดเวลาได้ขนาดนี้



http://www.examiner.com/sites/default/files/styles/image_full_width_scaled/hash/1341785287_7174_108481_be_lrg.jpg

Brave / Mark Andrews, Brenda Chapman / 2012 / C+

เกิดอะไรขึ้นกับ Pixar, ดูเหมือนพวกเขาไม่สามารถทำในสิ่งที่เคยทำได้ในหนังเรื่องก่อน ๆ อีกแล้ว Brave ขาดทั้งความสนุก ความน่าติดตาม ไปจนถึงความซาบซึ้งและประทับใจกับตัวละคร ปมขัดแย้งระหว่างแม่กับลูกไม่ได้ชวนให้ผูกพันได้เลย ช่วงที่หนังเผยจุดหักเหหลักโดยเปิดตัวละครแม่มดตัวหนึ่งเข้ามา พลังของหนังก็อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ

ความอ่อนด้อยประการหนึ่งของหนังคือตัวละครหลักที่มีอยู่มันไม่ได้แข็งแรงพอจะนำพาเนื้อเรื่องให้น่าติดตามไปได้ตลอดรอดฝั่ง อีกทั้งยังไม่มีตัวละครสมทบที่โดดเด่น อย่างบทพ่อที่เป็นบทสำคัญ หนังก็ทำให้บทนี้ออกมาน่ารำคาญเสีบมากกว่า จากที่ควรจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหนัง อินกับมัน ก็กลายเป็นว่าเราจะถูกผลักออกมาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อยู่ภายนอกตลอดเวลา

เราว่าพิกซาร์ไม่กล้าที่จะพาหนังไปให้สุดทางเหมือนเรื่องก่อน ๆ อย่างการทำให้ลูกปลาตายทั้งคอกใน Finding Nemo หรือการเล่นประเด็นของเล่นที่ถูกทิ้งใน Toy Story 3, อารมณ์ที่ออกมาในฉากครอบครัวกอดกันในตอนท้ายมันเลยไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่



* จัดว่าเป็นเดือนที่โหดร้ายมาก.



Comment

Comment:

Tweet

พอดีค้นหา blog เจอจาก google ครับ เลยลองแวะเข้ามาเยี่ยมชมครับ blog design สวยมากนะครับ แล้วจะมาติดตามอีกนะครับ :)

#7 By Thai Arcade Fight เกมส์ต่อสู้คน (103.7.57.18|125.27.77.22) on 2012-10-19 02:16

the help น้ำเน่าฝรั่งละเจ้ชอบอุอุ

#6 By ปิยะ99 on 2012-07-31 17:32

อยากดูเรื่อง Brave =w=
Hot! Hot! Hot! Hot!

#5 By BO AND BOBBY on 2012-07-20 22:37

ตัวละครหลักที่สามารถเดินเรื่องได้แบบทำให้ไม่วางตาเป็นอะไรที่เจ๋ง คนดูรุ้สึกว่ามันเจ๋งไง หลายเรื่องเลยนะ
โว๊ะ อยากดูทุกเรื่องconfused smile sad smile....ไม่เคยมีโอกาสได้แตะหนังใหม่ๆซะที
อยากจะดูหมดนี่ล่ะ ว่าไปนั่น แต่อยากดูจริงๆนะ 
สักสองสามเรื่องก็ดี Hot! Hot! Hot!

#4 By yo on 2012-07-17 09:56

ได้ดูในนี้แค่เรื่องเดียวคือ The Amazing Spiderman
ชอบนะครับ แม้ว่าช่วงครึ่งแรกที่ปูประวัติจะอืดไปหน่อยแต่ก็พอเข้าใจได้ แล้วผมว่ามันดราม่ามากกว่าฉบับก่อนนิดหน่อย พอพี่เก้เขียนมาว่า 'การตายของในภาคนี้มันมีผลค่อนข้างแรง' พอคิดกลับไปก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เนอะ
Hot!

#3 By iamdozenist on 2012-07-16 22:02

Hot! Hot! Hot!

ยังไม่ได้ดูหลายเรื่อง..

คงต้องไปหามาดูแล้ว^^big smile big smile big smile
หนังที่มีจุดเริ่มต้นจากการตูนยยังคงต้นแบบสนุกแบบการ์ตูนแบบนั้นเลย

#1 By Live a Live on 2012-07-16 06:07