Short Comments 8 ; October 2012

posted on 04 Nov 2012 18:42 by keaaaa in 3FLICK directory Entertainment


Ai Wei Wei : Never Sorry / Alison Klayman / 2012 / A+

ดูแล้วนึกถึง This is not a Film ของจาฟาร์ ปานาฮี ในแง่ที่มันพูดถึงการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Ai Wei Wei ขอแนะนำก่อนว่าเขาคือศิลปิน ที่มีงาน Installation Art ที่โดดเด่นและน่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่ง นอกจากนี้เขายังเป็นทั้งสถาปนิก ประติมากร คนผลิตวิดีโออาร์ต บล็อกเกอร์ และแอคทิวิสต์ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิตัวยง

หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าถึงความขัดแย้งระหว่างตัว Ai Wei Wei กับทางรัฐบาลจีน ที่เริ่มต้นจากการที่เขาโพสต์รายชื่อเด็กนักเรียนหลายพันคนที่เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวที่จีนในปี 2008 ลงบล็อก อันเนื่องมาจากการก่อสร้างอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานและเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่นของทางรัฐบาลจีน จนทางการจีนต้องสั่งปิดบล็อกดังกล่าวของเขาลง รวมถึงยังมีเหตุการณ์ที่เขาถูกทำร้ายร่างกายโดยนายตำรวจที่บุกมาหาเขาถึงในห้องพักระหว่างกลางดึกคืนหนึ่ง จนนำมาซึ่งการต่อสู้คดีความในภายหลัง

หนังมีทั้งฟุตเตจที่ได้จากเหตุการณ์ต่าง ๆ และการสัมภาษณ์ ทั้งตัว Ai Wei Wei เอง และจากผู้คนรอบข้างในชีวิตเขา ซึ่งแม้การตั้งคำถามจะประนีประนอมไปบ้าง เหมือนเลือกนำเสนอให้เห็นแต่ด้านที่ดูดี เป็นด้านที่เค้าจงใจจะเปิดเผย ไม่ค่อยหลากหลาย และไม่ลงลึกในประเด็นดาร์ก ๆ รวมถึงนำเสนอตัวตนของศิลปินออกมาอย่างเบาบาง อธิบายให้เห็นแค่เหตุการณ์ ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร แต่ไม่ค่อยลงลึกถึงวิธีคิดหรือความรู้สึกเบื้องลึกของเขาเท่าไหร่ ตรงนี้เป็นเรื่องน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

แต่ด้วยสิ่งที่มีอยู่ก็ค่อนข้างจะทรงพลังและเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคที่ประชาชนคนหนึ่งพึงมี อันที่ค่อนข้างแรงก็คือเหตุการณ์ที่สตูดิโอของเขาถูกทางการรื้อถอนทำลายอย่างไม่เหลือซาก ถูกจับกุมตัวกักขังไว้เป็นเวลานาน 81 วัน จนเป็นเหตุให้มวลชนทั่วโลกพร้อมใจกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา

กล่าวได้ว่าความดีความชอบของหนังเรื่องนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ฝีมือความสามารถของคนทำ แต่อยู่ที่เรื่องราวที่หนังมีปรากฏให้เห็นบนจอก็ว่าได้ เหตุการณ์ที่ชอบมาก ๆ ก็คือตอนที่ตำรวจนายหนึ่งพยายามตักเตือนให้ Ai Wei Wei ย้ายโต็ะอาหารเข้าไปกินในร้าน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะนั่งลอยชายอยู่ข้างนอกต่อไป ตำรวจนายนั้นจึงนำกล้องมาถ่ายเขากับพรรคพวกไว้ ตากล้องของเขาก็ตอบโต้ด้วยการหยิบกล้องไปจ่อถ่ายตำรวจนายนี้กลับเหมือนกัน ตอบโต้กันอย่างแสบสันต์สุด ๆ

แม้จะมีข้อบกพร่องอ่อนด้อยในหลายส่วน แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ก็สมควรได้รับการยกย่อง ด้วยเหตุที่มันได้บันทึกเรื่องราวของคนเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ลุกขึ้นสู้ตอบโต้ ต่อกรกับอำนาจความไม่เป็นธรรมของรัฐอย่างกล้าหาญ จนสมควรยกนิ้วให้





36 / นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ / 2012 / A+++

ตั้งความหวังเอาไว้สูงมากจากคำบอกเล่าที่ได้ยินมาจากผู้คนรอบข้าง แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ เรารู้สึกว่าพี่เต๋อเก่งมาก แม้จะรู้สึกว่าหนังมันถูกจัดวางออกแบบเป๊ะ ๆ มากไปหน่อย แต่ความเป๊ะของมันก็เป็นความสมบูรณ์แบบ เช่นช็อตที่มันถ่ายฮาร์ดดิสก์แช่ไว้อย่างนั้น หรือถ่ายให้เห็นคนแค่ครึ่งหน้า ฉากแบบนี้มันถูกคิดคำนวณมาอย่างละเอียดถีถ้วน กำหนดไว้ว่าจะเล่าแบบนี้ คนดูจะต้องรู้สึกแบบนี้ ๆ ความเจ๋งของ 36 ก็คือ เรารู้สึกไปตามนั้นจริง ๆ อย่างที่เค้าอยากให้เป็น

ดูอย่างบทสนทนาของตัวละครก็ได้ คือพอมันคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราคิดเลยว่า เหี้ย เดี๋ยวมันต้องมีประโยคคม ๆ ออกมาแน่ ๆ หรือพอฉากท้าย ๆ มันต้องปล่อยหมัดฮุคใส่กูแน่ ๆ แล้วพอฉากนั้นมาถึง หรือประโยคนั้นมาถึง มันก็ฮุคจริง แล้วที่เก่งคือ มันเป็นฮุคเอาตาย มันเอาเราอยู่จริง ๆ

วงเล็บไว้ด้วยว่าประเด็นที่หนังเล่นมันค่อนข้างจะกระทบเราไม่น้อย คือเราอินกับเรื่องภาพเก่า ๆ ความทรงจำ ดิจิตอล ฯลฯ อะไรพวกนี้ แล้วพอหนังแตะประเด็นพวกนี้เราก็เลยอินมากเป็นพิเศษ อย่างตอนที่อุ้มกับทรายคุยกันเรื่องนกตัวนั้น มันเป็นประโยคง่าย ๆ แต่เราจี๊ด

การมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูแสดงให้เห็นถึงความเป็นแมสของหนังเหมือนกันนะ ดูจบแล้วก็คิดว่า เออ 36 นี่โคตรแมสเลยนะ ถึงเปลือกมันจะดูอินดี้ยาก ๆ ก็เถอะ แบบถ่าย 36 ช็อตอะไรแบบนี้ แต่ทั้งเรื่องราว เนื้อหา ประเด็น มันเข้าถึงคนดูได้ง่ายมาก ยิ่งไปกว่านั้น มันโน้มน้าวชักจูงให้คนดูติดตามหนังทั้งเรื่องอย่างได้ผล

ถ้านับถึงตอนนี้, 36 คือหนังที่ผมชอบที่สุดในปีนี้ครับ.





Wish Us Luck / วรรณแวว, แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ / 2012 / B-

ไอเดียดี แล้วผลที่ออกมาก็ค่อนข้างโอเคในระดับหนึ่ง จุดที่ชอบคือการวางตัวเองในหนังของสองพี่น้อง ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างพอดิบพอดี ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป คือพอมันมีจุดที่เริ่มจะน่ารำคาญหนังก็จะหันเหไปนำเสนอเหตุการณ์อื่น หรือพอถึงช่วงสนุก ๆ ก็เทเวลาให้ช่วงนั้นแบบเต็มที่

แต่ต้องยอมรับว่า Wish Us Luck มีหลายจุดที่น่าเบื่อพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงท้ายที่เทไปทางสถานที่ ประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่ไม่ดี แต่ว่ามันค่อนข้างดร็อปจากช่วงแรกอยู่เยอะ ยิ่งช่วงที่นั่งรถไฟยาว ๆ นี่คือเบื่อจนจะหลับเลย ซึ่งอันนีคิดว่าเป็นเฉพาะเรามากกว่า คือรู้สึกว่าพอทั้งคู่เล่นกับผู้คนแล้วมันน่าติดตามกว่าการเล่าเรื่องสถานที่ คงเพราะคนมันดูมีชีวิตชีวากว่ามั้ง เหตุการณ์ที่ทั้งคู่ติดตามสามีภรรยาคู่หนึ่งตอนต้นนี่สนุกมาก

อย่างไรก็ดี จุดที่ต้องปรบมือชื่นชมก็คือการที่ทั้งคู่กล้าเลือกฟุตเตจประเภท 'คัดทิ้ง' ติดมาด้วย ทะเลาะกันก็ใส่มา เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้อยู่ในแพลนก็ใส่มา ถ่ายแล้วหน้าตาตัวเองดูแย่ ๆ ก็เอามา หรือการบอกคนดูตรง ๆ เลยว่าอันนี้เป็นการเมคขึ้นมานะ ไม่ใช่ของจริง ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นเขาคงจะตัดออก แต่วรรณแววและแวววรรณใส่เข้ามา เราชอบตรงนี้






Moonrise Kingdom / Wes Anderson / 2012 / A

เจ๋ง ! ตอน The Darjeeling Limited ยังมีสิ่งละอันพันละน้อยที่เราไม่ชอบอยู่เยอะ เต็มไปหมด (ยังไม่ได้ดู Fantastic Mr.Fox) แต่ Moonrise Kingdom ถือเป็นงานท็อปฟอร์มของ Wes Anderson เลยก็ว่าได้,

สไตล์ของ Anderson ยังจัดจ้านเหมือนเดิมนั่นแหละ อาจจะเยอะมาก ๆ ด้วยซ้ำ แต่เราไม่รู้สึกว่ามันนำหน้าเกินเนื้อหาจนบดบังส่วนอื่นของเรื่อง, ตรงกันข้าม ครั้งนี้มันพอเหมาะพอดี ทั้งเกื้อหนุนและเสริมส่งสอดรับกับเรื่องราวและตัวละครได้เป็นอย่างดี คือด้วยความที่ตัวละครเอกมันเป็นเด็ก ความเซอร์เรียลเก๋ไก๋ของสไตล์การนำเสนอมันก็เลยไปกันได้กับเนื้อหา อีกทั้ง Anderson ก็เล่าเรื่องที่มีได้อย่างเย้ายวนน่าหลงใหล ความเซอร์เรียลของโลกในหนังเป็นอะไรที่เรารู้กันอยู่แล้วว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็หลุดไปอยู่ในโลกอีกใบนั้น หลงใหลมนต์เสน่ห์ในนั้นได้อย่างน่าประหลาด

ความจริงแล้วหนังของ Wes Anderson ก็เป็นแบบนี้มาตลอดแหละ ความดีความเลวของมันก็ขึ้นอยู่กับ สไตล์เพี้ยน ๆ ของเขาจะไปด้วยกันได้กับตัวเนื้อหาของเรื่องนั้น ๆ หรือเปล่า, กับ Moonrise Kingdom มันออกมาเวิร์ค ก็เลยทำให้นี่เป็นหนังที่น่ารัก สนุกสนาน แล้วยังดึงคนดูให้เห็นประเด็นระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ได้แบบเต็ม ๆ อีกด้วย

End Credit เป็นอีกเรื่องที่ดึงให้เรานั่งอยู่กับมันได้จนจบ.





Jesus Henry Christ / Dennis Lee / 2012 / C

ส่วนอันนี้คือสไตล์คล้าย Wes Anderson แต่ทำได้ไม่ถึง, Jesus Henry Christ มีของดีอยู่ในตัว แต่ความที่ยังไม่เจนจัดด้านงานกำกับก็ทำให้ Dennis Lee พาหนังไปได้ไม่ถึงที่ต้องการสักเท่าไหร่

หนังมีทั้งประเด็นคนชายขอบ, เด็กอัจฉริยะ, การไม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น, ความสัมพันธ์อันแหว่งวิ่นของครอบครัว, ซึ่งหนังก็เล่นกับสิ่งเหล่านี้แหละ เพียงแต่มันออกมาบางเบา และแตะเพียงผิวเผินเท่านั้น

อย่างการปูพื้นเรื่องการตายของคนในครอบครัวในตอนต้นเพื่อบอกปมในใจของคนเป็นแม่นี่ก็เหมือนตั้งใจทำให้ตลก เป็นตลกเสียดสีแบบขันขื่นน่ะ แต่เรากลับไม่รู้สึกอย่างนั้นสักเท่าไหร่เลย คือเห็นเลยว่าไอเดียมันตลกนะ แต่ภาพที่ออกมามันไม่ตลกว่ะ ซึ่งอีกหลายฉากหลายตอนก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน

แล้วพอตอนท้าย ๆ ที่ตัวละครตัวหนึ่งตาย หรือว่าการที่จู่ ๆ หนังก็ปรับโทนมาดราม่าอย่างกะทันหัน ก็ส่งผลต่ออารมณ์ไม่น้อยเหมือนกัน คือไม่อิน เพราะหนังไม่ได้ปูพื้นดราม่าใด ๆ มาก่อนเลย

จะบอกว่ามันเป็นหนังตลกร้ายก็ได้ ทว่ามันเป็นหนังที่ยังขาดไร้ชั้นเชิงลูกเล่นในการยั่วล้อกับคนดูอยู่ไม่น้อย ส่งผลให้ประเด็นใด ๆ ที่แฝงฝังอยู่มันไม่แรงเท่าที่ควร รึจะเอาอย่างพื้นฐานที่สุดก็คือ แม้แต่ความบันเทิงหรือความน่าติดตาม Jesus Henry Christ ก็ยังทำได้ไม่เต็มที่สักเท่าไหร่เลย

แต่ Samantha Weinstein นี่เล่นได้โดดเด่นมาก อยากรู้จักว่าเธอเป็นอะไรกับ Harvey กับ Bob Weinstein





http://www.aceweekly.com/wp-content/uploads/2012/10/cosmopolis_01.jpg

Cosmopolis / David Cronenberg / 2012 / WTF!!!

WTF Film of the Year !!! ดูจบแล้วถึงกับอุทาน 'เหี้ยอะไรเนี่ย' หนังจัดเต็มแบบไม่ประนีประนอมคนดูเลย เรามีปัญหาตั้งแต่กับบทสนทนาในเรื่องเลย ความที่มันค่อนข้างกว้างและนานไป คือแบบ มึงจะคุยอะไรกันนักหนาเนี่ย แล้ววิธีการคุยของมันก็เหมือนเอาคนสองฝั่งอุดมคติมาซัดกันน่ะ ฉันคิดอย่างนี้ ๆ คนนี้คิดอย่างนี้ ๆ พ่นไฟใส่กันตลอดเวลา

อีกอย่าง เรามีปัญหาคือการกระทำของตัวละครแต่ละตัว ที่ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งประหลาดและหาเหตุผลใด ๆ มารองรับไม่ได้ (เช่น อยู่ดี ๆ ก็เอาปืนยิงคอหอยคนอื่น, เอาปืนยิงมือตัวเอง) ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่เข้าใจตัวละครแล้ว ยังเป็นการผลักเราออกมาจากหนังอีกด้วย

ไม่เคยอ่านนิยายของ Don Delillo แต่เข้าใจว่าการกระทำนั้นอาจจะเป็นไปเพื่อขยายประเด็นสิ่งที่มันพูดคุยมาก่อนหน้าก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ตัดความสมเหตุสมผลของมันออกไปได้ เพราะสิ่งที่มันทำก็แค่แสดงบางประเด็นให้เราเห็นเป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง ซึ่งก็คงไม่เสียหายอะไรถ้ามันทำออกมาน่าติดตาม น่าค้นหา แต่ตรงกันข้าม เรากลับคิดตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่มึงจะจบเสียที งานชิ้นนี้ของ Cronenberg ทำได้ถึงแค่ความเข้มข้นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นความบันเทิงแต่อย่างใด





Looper / Rian Johnson / 2012 / B+

เฮ้ย สนุกมาก ๆ เลย ความดีงามของมันเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็คือ

- มันไม่ยอมเดินตามลูปของกรอบหนังย้อนเวลา ประเภทว่าคนที่ย้อนเวลากลับมาจะเป็นส่วนหนึ่งของอดีตไปด้วย หรืออนาคตที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว พยายามแก้อดีตยังไงก็เปลี่ยนอนาคตไม่ได้ (ลองนึกถึง Twelve Monkeys หรือ The Terminator) แต่ Looper มันพร้อมที่จะเปลี่ยนอนาคตได้เสมอ ตามการตัดสินใจของตัวละคร ทำให้มันมีไอเดียที่จะเล่นกับตรงนี้ได้อีกเยอะ

- แม้ Joseph Gordon-Levitt คิ้วจะหนาไปหน่อย แต่การเลือกให้โจหนุ่มกับโจแก่ใช้ตัวแสดงคนละคนกัน แทนที่จะใช้เมคอัพ JGL ให้แกขึ้น หรือแต่ง Bruce Willis ให้เด็กลง ก็เป็นผลดีในทางหนึ่ง เพราะความรู้สึกที่ได้ก็คือเหมือนทั้งคู่เป็นคนละคนกันจริง ๆ ส่งผลให้ฉากที่สองคนนี้คุยกันได้อารมณ์มากขึ้นไปอีก

- ความดีเด่นประการสำคัญก็คือ มันดันทำออกมาสนุกด้วย ทั้งที่ไอเดียของมันค่อนข้างยากในการเล่าอยู่ไม่น้อย ซึ่งต้องชมชั้นเชิงการกำกับและลำดับภาพที่เล่าเรื่องคล้ายการปอกเปลือกหัวหอม ค่อย ๆ ตะล่อมให้รายละเอียดคนดูทีละน้อย และจุดคำถามและทิ้งปริศนาให้ชวนติดตามไปได้ตลอดเรื่อง

- ตอนจบที่อาจจะมองว่าง่ายดายเกินไป แต่ในอีกแง่มันก็ช็อคคนดูอย่างได้ผลเหมือนกัน ก็เหมือนกับหนังทั้งเรื่อง คือถ้าเอาสมการในหนังมานั่งคิดอีกทีก็จะเห็นว่ามันมีรูโหว่และจุดบกพร่องในหลายส่วนก็จริง แต่หนังก็หาทางออก หาที่ทางให้กับตัวเองได้อย่างน่าพอใจ






Taken 2 / Olivier Megaton / 2012 / C+

ไม่ได้ตั้งความหวังอะไร ผลที่ออกมาก็สนุกดี อย่างน้อยก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนตอนที่ Megaton ทำ Colombiana หรือ Transporter 3 คือสองเรื่องนั้นนี่บอกตรง ๆ ว่าน่าเบื่ออย่างจริงจัง แล้วอีกอย่างคือหนังมันสั้นด้วย ยังไม่ทันจะเบื่อก็จบแล้ว (อันนี้ไม่ได้ด่านะ 555)






Stolen / Simon West / 2012 / F

อันนี้เหี้ยเลย, โชคดีที่ไม่ได้ดูในโรง





เมื่อฉีกโปรดให้ขาดออกจากกัน / ไท ประดิษฐเกษร / 2012 / C






* ผมสัมภาษณ์คุณ Xundae บล็อกเกอร์อีกคนของเอ็กซ์ทีน

อ่านได้ที่นี่ครับ  http://thelastquestion.exteen.com/20121014/through-mind-s-eyes

Comment

Comment:

Tweet

อยากดูแทบทุกเรื่องเลย =w=
เดี๋ยวค่อยๆตามเก็บดูทีละเรื่อง 
confused smile confused smile confused smile
Hot! Hot!

#3 By BO AND BOBBY on 2012-11-07 11:16

36 - พูดเยอะแล้ว ไม่พูดแล้ว ฮ่าฮ่า
อยากดู Wish Us Luck มากฮะ พลาดแล้วพลาดอีก งานแฮพที่ผ่านมาพลาดเพราะป่วย ยังไม่ได้ดูเสียที อยากอ้อนพี่วรรณให้ลงยูทูป แฮ่ๆ

#2 By iamdozenist on 2012-11-05 22:03

ขัดใจ Joseph Gordon-Levitt ตรงคิ้วหนาไปหน่อย แต่ Looper ผมชอบตรงที่เป็น Sci-fi ที่ดูไม่บ้าของไฮเทคเท่าไร ขนาดปืนยังใช้ลูกโม่กันอยู่เลย ส่วนการเล่าเรื่องก็ทำได้ดี แม้จะเล่าตัดสลับไปมาแต่ก็ไม่งง
ตอนไปดูLooperในโรง คนนั่งข้างๆผมร้องไห้ตอนท้ายๆเรื่องด้วยอ่ะ (ไม่รู้เพราะฉากจบรึป่าว หรือว่าเพราะผมไม่อินกันแน่ ฮ่า) 

เรื่อง 36  ก็ชอบ ทั้งไอเดียและการเล่าเรื่อง 

Moonrise Kingdom เป็นหนังสุดประทับใจอีกเรื่องในปีนี้เลย confused smile confused smile

#1 By นายอะติม on 2012-11-04 23:35